Event Information

นิทรรศการ “The Santiniketan Inspiration Revisited”

14464

 
ศิลปิน    ผลงานศิลปะของอดีตศึกษิตมหาวิทยาลัยวิศวภารตี จำนวน 6 ท่าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ 

FUA HARIPITAK, JOGEN CHOWDHURY, ALONGKORN LAUWATTHANA,
SIVADOL SITIPOL, TAWATCHAI SOMKONG, VERAPAT SITIPOL

ลักษณะงาน    วาดเส้น จิตรกรรม ประติมากรรม

ระยะเวลาที่จัดแสดง  วันที่ 8 - 29 กันยายน 2560 

ห้องนิทรรศการ ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม

แนวความคิด
ย้อนเยือนแรงบันดาลใจจากศานตินิเกตัน

“ศิลปะคืออะไรเล่า คือคำตอบของจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ต่อเสียงเพรียกแห่งความจริง”
—รพินทรนาถ ฐากูร
นับแต่รุ่งอรุณแห่งมนุษยชาติ มวลมนุษย์ได้สร้างสรรค์งานศิลปะจากความคิดสร้างสรรค์ของตน ศิลปะคือสิ่งที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลกภายนอกที่ตนรับรู้ และโลกภายในที่ตนแสวงหาศิลปะหลากหลายรูปแบบได้พัฒนาขึ้นตามยุคสมัย จากยุคดึกดำบรรพ์จนถึงยุคดิจิทัล แม้ว่าจะถูกห่อหุ้มด้วยเค้าโครงภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แต่แก่นสารของศิลปะรูปแบบต่างๆ เหล่านั้น ก็ยังคงเหมือนเดิม กล่าวคือเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ตกผลึกแล้วจากการกลั่นกรองผ่านจิตใจมนุษย์
ศิลปะก็คือหนทางหนึ่งในการสื่อสารนั่นเอง ดังนั้นการจะกล่าวว่าศิลปะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคนทุกเพศทุกวัยเข้าด้วยกันคงจะไม่เกินเลยไปนัก ที่ใดมีศิลปะ ที่นั่นย่อมมีการเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างเช่น ดนตรีและนาฏศิลป์ ย่อมต้องมีผู้แสดงและผู้ชม เช่นเดียวกับที่กาพย์กลอนย่อมต้องมีกวีและผู้อ่าน ในทำนองเดียวกัน ภาพวาดแม้จะวิจิตรงดงามสักเพียงใดก็ย่อมไร้ความหมายหากไม่มีผู้ดู กล่าวอย่างรวบรัดที่สุดคือ ศิลปะทุกประเภทย่อมมีศักยภาพที่จะชักนำผู้คนมารวมกันได้
ในโลกแห่งศิลปะอันไพศาล ย่อมปราศจากทั้งขีดจำกัดและพรมแดน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกเลยที่ในยุคแห่งการเชื่อมโยงเช่นปัจจุบัน ศิลปะจะมีบทบาทในฐานะสะพานขจัดช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมด้วย กระนั้นก็ดีย่อมปฏิเสธมิได้ว่า ทุก ๆ วัฒนธรรมต่างก็สร้างสรรค์งานศิลปะออกมาในบริบทของตนเอง จึงเป็นเหตุที่เรื่องเดียวกันอาจมองได้จากหลายมุมมองแตกต่างกัน และแสดงออกมาด้วยกลวิธีส่วนบุคคลอันหลากหลาย ฉะนั้นการเคลื่อนย้ายของศิลปะไปทั่วโลกจึงเท่ากับการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรม ความคิด และการแสดงออกด้วย แม้อาจกล่าวได้ว่าผู้คนสมัยนี้ มีโอกาสได้สัมผัสงานศิลปะทั่วโลกมากกว่าที่เคยเป็น แต่การจะชื่นชมศิลปะนั้น จะต้องมีใจเปิดกว้างเพื่อซึมซับสารที่สื่อในงานที่อยู่ต่อหน้าแต่ละชิ้นด้วย ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยการนี้ได้มากทีเดียว
มหาวิทยาลัยวิศวภารตีก่อตั้งในปี ๑๙๒๑ โดยคุรุเทพรพินทรนาถ ฐากูร ในเมืองเล็ก ๆ แต่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ชื่อ
ศานตินิเกตัน สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมเสมอมา ด้วยภารกิจที่จะให้การศึกษาทางศิลปะแก่ผู้คน บรรดาศิลปินหลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมโลกสู่ศานตินิเกตัน มาเพื่อเรียนรู้ เพื่อแบ่งปัน เพื่อแลกเปลี่ยน เพื่อชื่นชม เพื่อสัมผัส และเพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจของตน สภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์ขึ้นและสงวนไว้ในสถานที่นี้เกือบศตวรรษ เป็นอุปกรณ์อันทรงพลังที่จะเรียกความคิดสร้างสรรค์ออกมาจากจิตวิญญาณภายในของบรรดาศิลปินเหล่านั้น
ความเชื่อส่วนตัวของรพินทรนาถ ฐากูรที่ว่า “การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ย่อมเพลิดเพลินกว่าและได้ประโยชน์มากกว่า” ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ดังที่เราจะเห็นได้จากจำนวนศิลปินมีชื่อระดับโลกที่มีส่วนร่วมในชุมชนนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนหรือผู้สอน ในส่วนของอินเดีย ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นอาจารย์โยเกน จอธุรี สมาชิกราชยสภาอินเดียและหนึ่งในจิตรกรเลื่องชื่อที่สุดในอินเดียยุคใหม่ผู้มีผลงานเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก เขาได้เข้าร่วมศานตินิเกตันมิใช่ในฐานะศึกษิต แต่ในฐานะอาจารย์จิตรกรรม ในส่วนของไทย ศิลปินชั้นนำหลายคนจบการศึกษาจากศานตินิเกตัน ที่น่าจดจำที่สุดท่านหนึ่งคืออาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ผู้ล่วงลับ ศิลปินชื่อดังผู้เก่งกาจรอบด้านทั้งทางเทคนิคและสไตล์ ทั้งยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะสมัยใหม่ในไทย นอกจากนี้ยังควรกล่าวถึงศิลปินมีชื่ออีกหลายท่าน เช่น อลงกรณ์ หล่อวัฒนา ธวัชชัย สมคง และท่านอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขายังคงผลิตผลงานชั้นครูออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่ออุดมคติและสะท้อนโลกทรรศน์ของตน อีกทั้งเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและมรดกแก่อนุชนอีกหลายรุ่นสืบไป 
 “ย้อนเยือนแรงบันดาลใจจากศานตินิเกตัน” รวบรวมผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นจากศิลปินชั้นนำแห่งมหาวิทยาลัยวิศวภารตีไว้ในรูปแบบนิทรรศการศิลปะ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นภาคต่อของนิทรรศการ “แรงบันดาลใจจากศานตินิเกตัน” ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากนิทรรศการก่อนหน้าประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีกระแสเรียกร้องอย่างต่อเนื่องจากบรรดาผู้เยี่ยมชมให้นำมาจัดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เราจึงตัดสินใจนำนิทรรศการนี้กลับมาโดยมีข้อปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อมิให้ซ้ำซากจนเกินไป ขณะที่ยังคงแก่นสารแห่งสากลนิยมไว้อย่างเต็มเปี่ยม อนึ่งควรกล่าวไว้ที่นี้ด้วยว่า ปีนี้นับเป็นกาลเหมาะสมยิ่งที่จะจัดนิทรรศการดังกล่าว เพราะเป็นปีครบรอบ ๗๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย ทั้งยังเป็นปีครบรอบศตวรรษแห่งการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และครบรอบศตวรรษหนังสือเรื่อง ชาตินิยม ของฐากูร ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ฐากูรได้วิจารณ์ลัทธิชาตินิยมและลัทธิทุนนิยมที่เกินพอดีไว้
ขอขอบคุณคุณธวัชชัย สมคง ศิลปินและบรรณาธิการนิตยสารไฟน์อาร์ต ผู้จัดแจงให้งานนิทรรศการนี้เกิดขึ้น และคุณหรรษา คำล้วน ผู้อำนวยการฝ่ายพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ ผู้คอยประสานงานกับคุณธวัชชัยให้นิทรรศการนี้สำเร็จเป็นความจริงขึ้นมาได้ นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างยิ่ง ที่สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยให้ความอนุเคราะห์สถานที่และช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในการจัดเตรียมนิทรรศการ
สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่านิทรรศการ “ย้อนเยือนแรงบันดาลใจจากศานตินิเกตัน” จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนคอยสำรวจโลกทางศิลปะของตน รวมทั้งความสัมพันธ์และการดำรงอยู่ร่วมกับโลกรอบกายตนต่อไป

  • Contact Information:
  • สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ
  • โทร. 02-218-3645