นิทรรศการมองรัสเซียในศิลปะการละครและภาพยนตร์ไทย 

120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยรัสเซีย

 

Moscow Art Theatre

โรงละคร Moscow Art Theatre ผลิตบุคลากรด้านศิลปะการละครและภาพยนตร์ ผู้ส่งอิทธิพลไปทั่วโลก ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เช่น คอนสแตนติน  สตานิสลาฟสกี เจ้าของวิธีฝึกการแสดงที่แพร่หลายไปทั่วโลก อังตวน เชคอฟ นักเขียนบทละคร แนวสัจนิยม และเซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์ บิดาแห่งเทคนิคการตัดต่อภาพยนตร์แบบ Montage”

Moscow Art Theatre ในเวลานั้นประสบความสำเร็จในระดับโลก  คณะละครเดินทางไปแสดงไกลถึงสหรัฐอเมริกา  ส่งผลให้นักการละครในอเมริกาจำนวนมากเริ่มเรียนรู้และต่อยอดเทคนิคการแสดง การเขียนบทละคร และการตัดต่อภาพยนตร์จากศิลปินชาวรัสเซีย องค์ความรู้จาก Moscow Art Theatre  จึงกลายเป็นมรดกสำคัญของวงการละครและภาพยนตร์โลก รวมทั้งในประเทศไทย

 

แนวทางการแสดงและการกำกับการแสดงของสตานิสลาฟสกี

“คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี” (Konstantin Stanislavski)  ผู้ร่วมก่อตั้ง Moscow Art Theatre  ได้ทิ้งมรดกสำคัญให้แก่่วงการศิลปะการแสดงโลก เขาได้คิดค้นระบบวิธีฝึกนักแสดงที่เน้นไปที่ความคิดความรู้สึกและภูมิหลังของตัวละครนั้นๆ โดยมุ่งให้นักแสดงพัฒนาเครื่องมือในการแสดงของตนเอง ได้แก่ ร่างกายและจิตใจ

ตัวอย่างคำถามสำคัญสำหรับการค้นหาตัวละครเพื่อการแสดงแบบสตานิสลาฟสกี

เครื่องมือสำคัญของนักแสดง

Truth – ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการแสดง การแสดงไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ.แต่นักแสดงต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจชีวิตมนุษย์ที่แตกต่าง หลากหลายในโลก

Relaxation – นักแสดงต้องผ่านคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อพร้อมจะกลายเป็นตัวละครที่ตนเองแสดง

Magic-if – มนต์สมมติที่นักแสดงกำหนดขึ้นมาจากสถานการณ์ของ ตัวละคร.เนื่องจากนักแสดงไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียว กับตัวละครนั้น.“จริงๆ”.ดังนั้นนักแสดงก็จะต้องสร้างความ จริงขึ้นมาโดยใช้ “ถ้า” ที่สมมติขึ้น

Belief / Faith –  นักแสดงต้องมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมา รวมทั้้งเชื่อว่าตัวละครกำลังทำสิ่งนั้นอยู่จริงๆ

Objective / Goal – ความต้องการของตัวละครคืออะไร?.ความต้องการที่ต่างกัน ย่อมนำไปสู่การกระทำ (Action) ที่แตกต่างกันด้วย

การเขียนบทละครแบบสัจนิยม (Realism) ของอันตวน เชคอฟ

อันตวน เชคอฟ เป็นนักเขียนบทละครคนสำคัญในประวัติศาสตร์การละครรัสเซียและของโลก  ผลงานสร้างชื่อของเขาส่วนมากจัดแสดงที่ Moscow Art Theatre  บทละครของเชคอฟ ได้รับการยกย่องว่ามีความลึกซึ้งตัวละครที่เขาสร้างขึ้นมามีความซับซ้อนทางความคิด และความรู้สึกเสมือนผู้ชมได้ชม คนจริงๆ

เนื่องจากเชคอฟเกิดในครอบครัวที่ฐานะไม่สู้ดีนัก  ชีวิตผ่านการดิ้นรนต่อสู้ประกอบกับความผันผวนทางการเมืองในรัสเซียช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  ทำให้งานเขียนของเชคอฟมีนัยยะทางการเมืองแฝงอยู่  เช่น  ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ปรากฏในบทละครเรื่อง “นกนางนวล” (The Seagull) ความพยายาม ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดของชนชั้นแรงงานในบทละครเรื่อง “ลุงวานยา” (Uncle Vanya)  หรือ สังคม ณ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและวัฒนธรรม ในบทละครเรื่อง “สวนเชอร์รี” (The Cherry Orchard)  เป็นต้น

 

ละครเรื่อง นกนางนวล

ในประเทศไทย มีการตีพิมพ์บทละครเรื่อง “นกนางนวล” (The Seagull) ของเชคอฟเป็นภาษาไทยบทละครเรื่องนี้ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนวรรณกรรมและศิลปะการแสดงอย่างต่อเนื่องในวงการภาพยนตร์ไทยมีภาพยนตร์เรื่อง “นางนวล” ดัดแปลงมาจากบทละครเรื่องดังกล่าว ผลงานการกำกับของ “หม่อมน้อย  หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ  เทวกุล”  นอกจากนี้ บทละครเรื่อง “นกนางนวล”  ยังได้รับการผลิตจากสถาบันการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและศิลปินละครเวทีชาวไทยเรื่อยมา

ละครเวทีเรื่อง นางนวล จัดแสดงโดยคณะละครมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย UTCC THEATRE กำกับการแสดงโดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์

ปี 2530 ภาพยนตร์เรื่อง นางนวล ของบริษัท พูนทรัพย์ฟิล์ม กำกับการแสดงโดย หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ดัดแปลงมาจากบทละครของเชคอฟ

เทคนิคการตัดต่อภาพยนตร์แบบ Montage ของเซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์

ระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในรัสเซียช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่  20  “เซอร์เกย์ ไอเซนสไตน์”  (Sergei Eisenstein)  นักออกแบบฉากที่ Moscow Art Theatre ผันตัวมาเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ จนกลายเป็น บิดาแห่งการตัดต่อแบบ Montage”

ในปี  ค.ศ.1925  ภาพยนตร์เรื่อง Battleship  Potemkin  ของไอเซนสไตน์กลายเป็นการปฏิวัติครั้ง สำคัญในประวัติศาสตร์การสร้างภาพยนตร์ อาจเป็นเพราะไอเซนสไตน์สร้างภาพบนเวทีละครมาก่อน เข้าสู่วงการภาพยนตร์  จึงทำให้เขาเป็นคนที่เอาใจใส่องค์ประกอบของภาพในเฟรม (Frame) ภาพยนตร์เป็นอย่างมากและให้ความสำคัญกับการตัดต่อในฐานะหัวใจหลักของการผลิตภาพยนตร์

Battleship Potemkin

ภาพยนตร์เรื่อง Battleship Potemkin  เป็นผลงานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ คงไม่มีใครในวงการภาพยนตร์ไม่รู้จักผลงานเรื่องนี้  โดยเฉพาะฉาก บันไดโอเดสซา ฉากดังกล่าวมีความยาวประมาณ 10 นาที แต่กลับใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 1 สัปดาห์

ไอเซนสไตน์ให้ความสำคัญกับการตัดต่อและถ่ายทำ  ทั้งมุมกล้อง  ระยะห่างของกล้อง  จังหวะการตัดต่อ  ความยาวของแต่ละภาพองค์ประกอบทั้งหมดเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างประณีต  ผู้ชมเห็นความอลหม่านเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยภาพกว้าง  แล้วเห็นใบหน้าของผู้ประสบชะตากรรมที่ทุกข์ระทมด้วยภาพแคบ

อีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากในฉากนี้  คือการลำดับภาพรถเข็นเด็กที่ไหลลงมาตามบันได  จนมีผู้กำกับยุคหลังสร้างฉากที่มีรถเข็นเด็กไหลลงบันไดเพื่อรำลึกถึงผลงานชั้นครูของไอเซนสไตน์

Kuleshov Effect

Kuleshov Effect คือผลที่เกิดจากการนำภาพแต่ละภาพมาเรียงต่อกันทำให้เกิดความหมายหรือ ความรู้สึกใหม่ขึ้นมา  เช่น  ภาพใบหน้าบุคคลเดียวกันการแสดงเหมือนเดิมทุกประการมาเรียงต่อกับภาพที่แตกต่างกัน  ทำให้ผู้ชมรับรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของตัวละครนั้นๆ  หรือเกิดความหมายที่แตกต่างไป

Kuleshov Effect คิดค้นขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยผู้สร้างภาพยนตร์ชาวรัสเซียชื่อ เลียฟ คูเลซอฟ” (Lev Kuleshov)

คูเลซอฟทำให้เห็นว่า  ไม่ใช่เพียงการแสดงของนักแสดงเท่านั้นที่มีผลต่อเรื่องราวและความรู้สึก  แต่การตัดต่อภาพยังเปลี่ยนความหมายและความรู้สึกในภาพยนตร์ได้อีกด้วย  เทคนิคนี้ปรากฏบ่อยครั้งในภาพยนตร์ทั่วโลกรวมถึงภาพยนตร์ไทย

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับรัสเซียศึกษา

สนใจคอร์สเรียนภาษารัสเซีย

> ศูนย์บริการวิชาการ คณะอักษรศาสตร์  Facebook : Academic Service Center

สนใจงานวิจัยเกี่ยวกับรัสเซีย

> ศูนย์รัสเซียศึกษา http://www.crs.chula.ac.th

สนใจเรียนการแสดง

> ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ Facebook : Drama Arts Chula