นักวิชาการสาขาต่างๆนำเสนอความคิดเห็นในเวทีจุฬาฯเสวนา ครั้งที่ ๖ “ฆ่า หรือ ค่า” สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย

16/6/2017   ข่าว, ข่าวสาร, ข่าวเด่น Tag: , ,

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ ๖ เรื่อง “ฆ่า หรือ ค่า” สื่อกับดราม่า ความรุนแรงในสังคมไทย” เมื่อวันพุธที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ๒๐๒ อาคารจามจุรี ๔ โดยมี ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวเปิดการเสวนา และดำเนินรายการโดย อ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ เพื่อนำเสนอมุมมองความคิดเห็นทางวิชาการของคณาจารย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ กรณีการนำเสนอข่าวผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพอำพรางคดีที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวดังกล่าวอย่างแพร่หลาย สร้างความสนใจแก่ประชาชนที่ติดตามสื่อ รวมถึงการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ก่อคดี จนกลายเป็น “ปรากฏการณ์ข่าว” ที่อยู่ในกระแสสังคม มีผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนากว่า ๑๐๐ คน เป็นสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ๕๓ คน และผู้สนใจทั่วไปเข้าฟัง ๕๔ คน

การเสวนาเริ่มด้วย รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้ให้มุมมองถึงปรากฏการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นว่า สื่อโซเชียลมีเดีย นำเสนอข่าวดังกล่าวจนไปไกลเกินกว่าเหตุ ในส่วนของสื่อหลักก็นำเสนอข่าวตามกระแสเพื่อความอยู่รอด แต่ลืมมองประเด็นย้อนกลับในทางลบที่ส่งผลกระทบต่อสังคม อีกไม่นานกระแสนี้จะลดลง แต่จะเกิดประเด็นที่เป็นแผลลึกในสังคมไทยที่จะไปไกลกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะต่อเด็กที่จะซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว และจะเข้าไปอยู่ในความทรงจำระยะยาว เมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ เราจะเกิดความเคยชิน มองว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา และจะแสดงพฤติกรรมลอกเลียนแบบ

“เหตุการณ์ลักษณะนี้ รุนแรงกว่านี้จะเกิดตามมาเรื่อยๆ เราไม่สามารถยุติมันได้ แต่ทำให้ลดลงได้ หากช่วยกันป้องกันและแก้ไข โดยมีการประสานกันระหว่างครอบครัว ชุมชน และสื่อ ครอบครัวต้องมีความเข้มแข็งขึ้น พ่อแม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อลูก แทนที่จะโยนความผิดไปให้ผู้อื่น ส่วนชุมชนต้องเข้มแข็ง ทำให้องคาพยพทั้งหลายได้รับความเชื่อถือจากคนในชุมชน ด้านสื่อ ต้องแยกแยะประเด็นให้ชัดเจนว่าฆาตกรคืออะไร เน็ตไอดอลคืออะไร ไม่ใช่ตามโซเชียลมีเดียจนกระทั่งลืมว่าตนเองทำหน้าที่อะไร ต้องดึงสังคมกลับมาให้มีมุมมองอีกมุมให้ได้” รศ.ดร.สมโภชน์ กล่าว

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ข่าวที่ผ่านมาพบว่าถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ เรื่องจะยิ่งแรงขึ้นๆ ทำให้คนร้ายกลายเป็นเน็ตไอดอลของสังคม สิ่งสำคัญคือสื่อจะต้องเริ่มทบทวนตนเอง อย่างแรกต้องยอมรับว่านักวิชาชีพสื่อต้องการสิทธิเสรีภาพเพื่อเข้าถึงข้อมูลในการทำงาน แต่ต้องหยุดถามตนเองก่อนว่าเสนอข่าวไปทำไม สังคมได้อะไร ข่าวสามารถแข่งในเชิงคุณภาพก็ได้ สื่ออย่าโทษว่าสังคมชอบ สื่อจึงต้องนำเสนอ ส่วนสังคมก็อย่าโทษว่าสื่อเป็นคนนำเสนอ เพราะจะไม่มีการแก้ปัญหา ต้องตัดตอนและปรับปรุงที่ตัวเราเอง
“สื่อกระแสหลักไม่จำเป็นต้องตามชาวเน็ต การที่สื่อมองว่าเราเป็นนักวิชาชีพ แสดงว่าเรามองในเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ นั่นเป็นสิ่งที่แตกต่าง ต้องพยายามหาจุดแข็งและศักยภาพของเราให้เจอ ชูสื่อน้ำดีขึ้นมาเพื่อไล่น้ำเสียออกไป รวมทั้งอย่าดูถูกหรือเหมารวมคนในสังคมว่ามีความสนใจในทิศทางเดียว ขณะเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อเองก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง พิสูจน์ให้เห็นว่าเรากำกับดูแลกันเองได้จริง เพื่อให้อำนาจอื่นๆ ไม่สามารถเข้ามาควบคุมจนคนในสังคมขาดสิทธิเสรีภาพในการเปิดรับข่าวสาร หากสื่อยังไม่เรียนรู้ที่จะใช้บทเรียนที่ผ่านมามาปรับปรุงหาทางออกกันอย่างจริงจัง นอกจากจะเป็นการฆ่าสังคมแล้ว อีกไม่นานสื่อยังจะฆ่าตัวเองตายด้วย” นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ย้ำถึงหน้าที่ของสื่อมวลชน

ด้าน ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ให้ทัศนะในมุมมองของนักวิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อว่า ข่าวดังกล่าวมีการนำเรื่องทางเพศและสรีระของผู้หญิงมาใช้เป็นสินค้าในเพจออนไลน์ ซึ่งสื่อหลักไม่ได้พูด แต่มีการผลิตซ้ำจำนวนมาก หากเป็นเด็กหรือผู้ที่ไม่มีวุฒิภาวะก็จะกลายเป็นภาพต้นแบบได้ อีกทั้งสื่อยังไม่นำเสนอในเรื่องผู้ตกเป็นเหยื่อเท่ากับการบรรยายผู้กระทำ ความรุนแรงถูกกลบลบหาย ภาพตัวแทนตอนนี้คือเป็นผู้หญิงสวย ร้าย แล้วจะดัง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว การจะทำให้คนในสังคมเป็นผู้ใช้สื่อออนไลน์ที่มีความรับผิดชอบ กฎหมายหรือการไปสอนที่ตัวบุคคลอาจจะทำได้ระดับหนึ่ง จึงอยากมองไปที่กลุ่มตัวแทนในสังคม เช่น สถาบันวิชาการ สถาบันวิชาชีพ ฯลฯ ที่จะช่วยตั้งคำถามกับสื่อ รวมทั้งสร้างวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์ มีสติ และเข้าใจในตัวเหตุการณ์

“ปรากฏการณ์ข่าวนี้เป็นการประกอบสร้างรวมกันระหว่างโลกออนไลน์ ค่านิยมในสังคม กับตัวสื่อมวลชน เรื่องนี้ตั้งคำถามกับสื่อมวลชนเรื่องจริยธรรมอาจจะได้ แต่เอาผิดไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดี ตอนนี้น่าจะเวลาที่จะทำให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสื่อมวลชนวิชาชีพกับสื่อออนไลน์ต่างกันอย่างไร ซึ่งในความเป็นวิชาชีพ สิ่งที่แบกอยู่คือการเตือนภัยสังคม นำเสนอมากกว่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ โดยมีวิธีการนำเสนอที่สามารถกระตุกสังคมได้ แต่น่าเสียดายที่กลับไม่สามารถทำให้เห็นความต่างได้” ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ นักวิชาการด้านกฎหมายอาญา กล่าวว่า สื่อเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลสูงมากต่อความเข้าใจความรับรู้ของสังคม จึงเป็นประเด็นที่เราต้องหาความสมดุลระหว่างเสรีภาพของสื่อและของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความเป็นกลางในการดำเนินคดี สิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ผศ.ดร.ปารีณา กล่าวต่อไปว่า หลักสำคัญในการพิจารณาคดีคือต้องมีความเป็นธรรม การให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องเสมอกัน ทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย รวมทั้งพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ แต่การนำเสนอของสื่อในปัจจุบันอาจจะทำให้เกิดอคติขึ้นได้ เพราะการนำเสนอกลางๆ เรียบๆ ขายไม่ได้ ต้องมีเทคนิคในการนำเสนอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สื่อได้มาในเวลานั้นมาเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องราว เป็นการชี้นำให้สังคมเชื่อถือ แม้ข้อเท็จจริงที่นำเสนอมาภายหลังการสืบสวนของเจ้าหน้าที่หรือการพิจารณาของผู้พิพากษาจะออกมาอย่างไร สังคมก็พร้อมที่จะไม่เชื่อถ้ามีความแตกต่างจากข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อตั้งแต่ครั้งแรก

ผศ.ดร.ปารีณา ชี้ว่าอยากเห็นแนวปฏิบัติและจริยธรรมในการสื่อสารกับสื่อมวลชน รวมทั้งแนวปฏิบัติต่อผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาที่มีความชัดเจน ตลอดจนการทำงานตามข้อเท็จจริง ไม่วิ่งตามกระแส ส่วนสื่อมวลชน อยากเห็นการนำเสนอข้อเท็จจริงในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่ดราม่าเพื่อขายข่าว เพราะการนำเสนอด้านเดียวจะทำให้สังคมเข้าใจผิดได้และยังเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกด้วย

สุดท้าย ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะสื่อสารกับสังคมคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการฆาตกรรมและการพยายามทำลายหลักฐาน อย่าเพิ่งรีบที่จะเชื่อมโยงมาที่ความเจ็บป่วยทางจิต เพราะอาจจะไม่ใช่ ต่อให้มีการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าป่วยทางจิตจริง มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องวินิจฉัยกับสื่อในทันที เพราะในจรรยาบรรณแพทย์ เราจะไม่แสดงความคิดเห็นกับกรณีที่ไม่ใช่คนไข้ของเรา การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะก็เป็นการผิดจรรยาบรรณเช่นกัน อีกทั้งการเปิดเผยต่อสาธารณะนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ สังคมจะรู้ไปเพื่ออะไร เพราะการป้องกันไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากด้านลบเพียงอย่างเดียว หรือทั้งหมดนี้เพียงเพราะต้องการเสพดราม่า

สำหรับการสร้างภูมิต้านทานให้ลูกเรื่องสื่อใหม่กับความรุนแรงก้าวร้าว ผศ.นพ.ภุชงค์ ได้ให้ข้อแนะนำว่า “สื่อเปรียบเหมือนอาหารที่เราบริโภคเข้าไป อาหารที่เป็นพิษจริงๆ ก็ต้องมีระบบกฎหมายเข้าไปห้ามจำหน่าย แต่อาหารที่มีผลเสียต่อสุขภาพ บริโภคมากๆ แล้วไม่ดี ก็ไม่มีสิทธิเข้าไปปิดเขา เป็นวิจารณญาณของผู้บริโภคเองว่าจะบริโภคอย่างไร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ให้คำแนะนำ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งในและนอกจอ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องอธิบายให้ลูกได้ว่าอะไรควรไม่ควร ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเลี้ยงลูกแบบสุดโต่ง ทั้งการเลี้ยงให้ใสสะอาดไม่ให้รับรู้อะไร และการปล่อยให้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (IT) เลี้ยงลูก ทั้งวัน”

View : 157