การประเมินภัยพิบัติคลื่นซัดฝั่งลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

5/10/2017   ข่าว, ข่าวสาร Tag: , ,

อ.ดร.สุเมธ พันธุวงค์ราช คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการประเมินภัยพิบัติ คลื่นซัดฝั่งที่เกิดจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ของไทย กล่าวถึง “คลื่นซัดฝั่ง” ว่า เกิดจากลมมรสุมเป็นพิบัติภัยที่เกิดขึ้นทุกปี ความรุนแรงแต่ละปีจะไม่เท่ากัน โดยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากที่น้ำทะเลมีการยกตัวสูงกว่าระดับน้ำทำนายของกรมอุทกศาสตร์ เนื่องจากลมกำลังแรง ทำให้เกิดคลื่นที่มีความสูงประมาณ ๒ – ๔ เมตร พัดเข้าสู่ชายฝั่งและทำให้น้ำทะเลไหลเข้าท่วมพื้นที่ชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะบริเวณชายฝั่ง บ้านเรือนและถนนที่อยู่แนวชายฝั่งได้รับความเสียหาย ส่วน “ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” จะเกิดในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นลักษณะของลมหนาวพัดมาจากประเทศจีน พื้นที่ตอนบนของประเทศไทยจะได้รับอากาศเย็น แต่พื้นที่ภาคใต้ เมื่อลมผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาจะทำให้เกิดฝนตกชุก คลื่นลม ทะเลมีความแรง รวมทั้งทำให้มวลน้ำจากทะเลจีนใต้ส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่อ่าวไทย ทำให้ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยเกิดการยกตัวสูงขึ้นกว่าระดับน้ำปกติ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดคลื่นซัดฝั่งได้ง่ายขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

 

 

อ.ดร.สุเมธ เผยถึงที่มาของงานวิจัยดังกล่าวว่า เริ่มจากขณะที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับตะกอนของสตอร์มเซิร์จ (Storm surge) ซึ่งเกิดจากพายุและเกี่ยวข้องกับความกดอากาศ มีความรุนแรงกว่าคลื่นซัดฝั่ง เกิดขึ้นประมาณ ๑๐ ปีครั้ง จากการได้ลงพื้นที่พบว่าคลื่นซัดฝั่งที่เกิดจากลมมรสุมเป็นพิบัติภัยที่เกิดประจำทุกปี และสร้างความเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่ จึงคิดว่าเป็นประเด็นที่มีผลกระทบกับประชาชนมากกว่า ทำให้เกิดความสนใจให้มาทำการวิจัยในเรื่องนี้ โดยพบว่าแต่ละพื้นที่ได้รับกระทบจากพิบัติภัยไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นพื้นที่เดิมๆ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าอะไรคือที่เป็นปัจจัยให้พื้นที่นั้นๆ ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น

อ.ดร.สุเมธ กล่าวต่อถึงวิธีการศึกษาวิจัยว่า ได้ลงพื้นที่ศึกษาตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี มาถึงนครศรีธรรมราช แบ่งเป็นงานภาคสนาม และงานใช้ภาพถ่ายดาวเทียม หลักๆ คืองานภาคสนาม ซึ่งแบ่งเป็นการศึกษาลักษณะภูมิประเทศชายฝั่งทะเล ลักษณะธรณีสัณฐานวิทยา ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่เกิดจากคลื่นซัดฝั่ง รวมทั้งศึกษาลักษณะตะกอนที่เกิดจากคลื่นซัดฝั่ง เก็บข้อมูลโดยการวัดระยะทางการกัดเซาะชายฝั่ง วัดข้อมูลน้ำทะเลที่ท่วมเข้ามาในแผ่นดิน และตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากคลื่นซัดฝั่ง

สำหรับผลการศึกษาวิจัยพบว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี พื้นที่
ที่ได้รับผลกระทบปานกลาง คือชุมพร พื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยคือประจวบคีรีขันธ์
โดยระยะทางที่น้ำทะเล
ท่วมเข้ามาในแผ่นดิน เฉลี่ยประมาณ ๑๐ – ๓๐ เมตร จากชายฝั่งทะเล แต่ในพื้นที่ที่รุนแรงคือที่นครศรีธรรมราช
มีระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ส่วนความลึกของน้ำที่ท่วม ประมาณ ๒๐ – ๕๐ เซนติเมตร ในบริเวณที่พื้นที่ต่ำ
น้ำจะท่วมประมาณ ๘๐ เซนติเมตร แต่ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังจะไม่นาน ประมาณ ๑ วัน ด้านการ กัดเซาะชายฝั่ง ค่าเฉลี่ยที่พบคือประมาณ ๑ เมตร แต่ที่นครศรีธรรมราชมีความรุนแรงมาก โดยกัดเซาะเข้ามาถึง ๗ เมตร

ปัจจัยหลักของการเกิดภัยพิบัติดังกล่าวคือ ความสูงจากชายฝั่งจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยบริเวณที่ชายฝั่งมีความสูง ๑ – ๑.๕ เมตร จะมีความเสี่ยงมากที่จะโดนคลื่นซัดฝั่ง ชายฝั่งที่มีความสูงมากกว่า ๑.๕ เมตร ขึ้นไป ความรุนแรงก็จะลดลง ลักษณะธรณีสัณฐานของชายฝั่ง โดยชายฝั่งที่เป็นแนวโค้งความรุนแรงจะไม่เท่ากัน ในแต่ละพื้นที่ เพราะจะมีการหักเหของคลื่นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่ง แต่ชายฝั่งแนวตรงความรุนแรงจะมีเท่าๆ กัน อีกประเด็นคือลักษณะของพืชพรรณที่อยู่บริเวณชายหาด หากเป็นหาดที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นก็จะเป็นตัวป้องกันความรุนแรงของคลื่นได้ ส่วนความสูงของคลื่นที่แตกต่างกัน จะขึ้นอยู่กับความลาดชันของท้องทะเล หากมีความลาดชันมาก คลื่นที่เข้ากระแทกชายฝั่งจะมีมากกว่าหาดที่มีความลาดชันน้อย

“ผลที่ได้จากการวิจัยนี้ทำให้พอรู้ว่าอะไรคือสาเหตุให้แต่ละพื้นที่ได้รับความรุนแรงจากคลื่นซัดฝั่งไม่เท่ากัน ซึ่งสามารถนำไปบอกชาวบ้าน หรือองค์กรท้องถิ่นได้ เพื่อให้เขามีการปรับตัวหรือปรับปรุงพื้นชายฝั่งให้เหมาะสม เช่น หากรู้ว่าระยะ ๓๐ – ๔๐ เมตร ต้องโดนน้ำท่วมเข้ามา แน่นอน ก็อาจจะมีการปรับถอยร่นพื้นที่ออกมาจากชายฝั่งหรือ

สร้างแนวป้องกันขึ้นมา” อ.ดร.สุเมธ กล่าว

อ.ดร.สุเมธ เผยว่า กำลังจะศึกษาต่อในเรื่องการฟื้นตัวของชายฝั่ง ซึ่งพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะบางแห่งจะมีการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการชายฝั่ง เมื่อกระแสน้ำทิศทางชายฝั่งมีการเปลี่ยน ฤดูมรสุมเปลี่ยน คลื่นก็จะมีกำลังลดลง ในช่วงนี้จะเป็นลักษณะการเติมทรายให้ชายหาด แต่บางพื้นที่ก็ไม่มีการฟื้นตัว ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละชายหาด โดยจะศึกษาว่าพื้นที่ที่สามารถฟื้นฟูและไม่สามารถฟื้นฟูได้เองมีปัจจัยทางธรณีสัณฐานด้านใดบ้างเป็นตัวควบคุม ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการรับมือภัยพิบัติว่าหลังเหตุการณ์ พื้นที่ใดที่ไม่สามารถฟื้นตัวเองได้ก็ลงไปดูแลพื้นที่นั้นก่อนเป็นอันดับแรก พื้นที่ที่ฟื้นตัวเองได้ก็ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัวเอง เป็นการช่วยในเรื่องการลดงบประมาณในการซ่อมแซมพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจจะศึกษาต่อคือ เนื่องจากเรารู้แล้วว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมาก จึงควรจัดทำในลักษณะของแผนที่ตำแหน่งหมู่บ้าน หรือที่เรียกว่าแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย โดยพื้นที่ที่ได้รับอันตรายมากให้เป็นสีแดง ได้รับอันตรายปานกลางเป็นสีส้ม อันตรายน้อยเป็นสีเหลือง เพื่อกระจายให้ท้องถิ่นรู้ และสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ชาวบ้านจะได้รู้ว่าตำแหน่ง–ที่เขาอยู่อยู่ในพื้นที่อันตรายมากน้อยเพียงใด รวมทั้งใช้ในการใช้ที่ดิน เช่น พื้นที่สีแดงไม่ควรใช้เป็นที่อยู่อาศัย ฯลฯ

View : 104