
ศ.นพ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “โรคใหลตาย” พบมากในประชากรชายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนประเทศไทย พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักเกิดกับชายหนุ่มร่างกายปกติแข็งแรง โดยจะหลับและละเมอก่อนจะเสียชีวิต อัตราการเกิดโรคในไทย คือ 1 ใน 1,000 คน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 1 ใน 2,000 คน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีการตั้งข้อสมมติฐานไว้ที่เรื่อง “พันธุกรรม” ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช่พันธุกรรม บางครั้งโรคใหลตายมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต ทั้งนี้ยังคาดว่าอาจจะมาจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง หรือการบริโภคอาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล และแอลกอฮอล์จำนวนมากเกินไป
สำหรับการค้นหาความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้เป็นเรื่องยาก เพราะต้องตรวจคลื่นหัวใจเป็นรายบุคคล จึงแนะให้เฉพาะผู้ที่มีสัญญาณ “เสี่ยง” มาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ โดยสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น คือ 1.มีประวัติคนในครอบครัว และเครือญาติเป็นโรคใหลตาย หรือเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุในช่วงอายุยังน้อย เช่น 40-50 ปีลงมา 2.เคยมีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะคนอายุน้อย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน เช่น ก่อนเป็นลมมีอาการหัวใจเต้นไม่ปกติหรือมีอาการใจสั่น เป็นลมเป็นเวลานาน ตื่นมาแล้วเบลอ หรือมีอาการชัก เกร็ง กระตุก หรือเป็นลมในขณะที่ไม่ควรจะเป็น 3.มีความผิดปกติเวลานอนหลับ เช่น มีอาการกระสับกระส่าย หรือมีภาวะการหายใจติดขัด หรือมีอาการเกร็งร่วมด้วย ตื่นขึ้นมาตอนเช้ามีอาการมึนงง เบลอ ๆ เหมือนกับสมองขาดเลือด
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคใหลตาย แต่หากพบว่ามีความเสี่ยง แพทย์จะให้การรักษาตามอาการแบบประคับประคอง ได้แก่ 1.การฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ สำหรับผู้ที่มีอาการโรคใหลตายแล้ว เช่น ผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นแล้วต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา แพทย์จะแนะนำให้ใส่เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ 2.การจี้หัวใจ เป็นการรักษาที่ได้ผลดี โดยปัจจุบัน จุฬาฯ ใช้การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงกับคนไข้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้วจากโรคนี้ ทั้งนี้ จุฬาฯ เป็นแกนหลักในการทำวิจัยเรื่องโรคใหลตายภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 15 สถาบันในประเทศไทย







