
ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ แต่
สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5
ยังคงเกินค่ามาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่แล้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในหัวข้อ
“ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แก้ปัญหาอย่างไรให้ยั่งยืน”
โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันอธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทั้งในเชิงวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย กฎหมาย และเภสัชกรรม
รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากร การเสวนา อธิบายในแง่มุมกฎหมายว่า การบัญญัติศัพท์อากาศสะอาด หรือ Clean Air ถือเป็นคำศัพท์ใหม่ในทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมานิยมใช้คำว่ามลพิษทางอากาศ“พูดในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นฮอตมาก แต่ที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด เพราะเรามักจะโฟกัสกับเรื่องฝุ่นเสียมากกว่า แต่ในครั้งนี้อยากให้ทุกคนตั้งคำถามถึงสิทธิที่เราต้องการในฐานะประชาชนคนไทย หรือก็คือสิทธิที่เราจะมีอากาศสะอาดหายใจ”อาจารย์คนึงนิจอธิบายเสริมว่า อากาศที่สะอาดนับว่าเป็นสิทธิในชีวิตรูปแบบหนึ่ง เพราะอากาศสะอาดทำให้เรามีสุขภาพที่ไม่ย่ำแย่ และตายก่อนวัยอันควร หากมีอะไรมากระทบทำให้ชีวิตไม่เป็นไปตามปกติสุข หรือทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ และต้องตายก่อนวัยอันควรโดยไม่ยินยอม นับว่าเราถูกละเมิดสิทธินอกจากนี้ หากมีผู้เสียประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว และมีผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ นับว่าเป็นความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติและยัดเยียดสถานการณ์ที่มีปัญหาแก่คนกลุ่มหนึ่งเมื่อกล่าวถึงการใช้กฎหมายสำหรับแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นในขณะนี้ อาจารย์ คนึงนิจอธิบายว่าต้องใช้กฎหมายระดับแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และต้องใช้กฎหมายหลายฉบับในการแก้ไข มิฉะนั้นจะเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด และยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมา“ขอเรียกว่า กฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus เป็นเครื่องมือคว้านลึกความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน ถ้าใช้กฎหมายฉบับเดียวแก้ไขคงเป็นไปไม่ได้”อาจารย์คนึงนิจ อธิบายเสริมว่า สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม ณ ปัจจุบัน เปรียบเสมือนปลายน้ำ หรือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สามารถมองเห็น ในทางกลับกัน ปัญหาเชิงวัฒนธรรม และปัญหาเชิงโครงสร้างคือต้นตอหลักของปัญหาดังกล่าวกลับมองไม่เห็นออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน“พอมองไม่เห็นชัดเจนทำให้เราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ตัวอย่าง เช่น ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม หรือการที่ไม่หลุดพ้นจากระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบไทยๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็เป็นช่องว่างและรอยร้าวที่ทำปัญหาทวีคูณ”อาจารย์คนึงนิจชี้ว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เป็นการย่ำอยู่กับที่และไม่ช่วยให้ปัญหาดังกล่าวถูกแก้ไขอย่างตรงจุด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เน้นแต่การลงโทษ แต่ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้เกิดอากาศสะอาด“เราต้องออกกฎหมายที่มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เข้ามาช่วย เพราะต้องเป็นการออกแบบเพื่อปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ปล่อยอากาศเสีย การออกแต่กฎหมายลงโทษอย่างเดียวยังไม่ดึงดูดมากพอ”นอกจากนี้ อาจารยคนึงนิจยังชี้อีกว่า การออกนโยบายเชิง Top Down หรือการสั่งการจากข้างบน การสนใจแต่ตัวเลขการประเมิน หรือตัวเลข KPI ของสังคมไทย รวมถึงการตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาเป็นรูปแบบคณะกรรมการแห่งชาติในชื่อต่างๆ อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด“เพราะเอาเข้าจริง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 คือภาพสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน (Unsustainable Growth) เพราะในทางหนึ่งเราบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ไม่แน่นอน เราไม่มี Green GDP และไม่ได้สะท้อนค่าใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมที่เราเสียไป กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดึงดูดนักลงทุนเพื่อให้เข้ามาลงทุนง่ายขึ้น”อาจารย์คนึงนิจเสริมว่า ประชาชนคนไทยย่อมมีสิทธิในชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศสะอาด ขณะเดียวกัน รัฐเองก็มีหน้าที่ มีอำนาจ มีความรับผิดชอบต้องทำให้สิทธินั้นๆ เกิดขึ้น รัฐมีหน้าที่เคารพ ปกป้อง และเติมเต็ม (Respect, Protect, Fulfill) สิทธิของประชาชน แต่หากรัฐไม่สามารถทำได้ รัฐต้องรับผิดชอบ และประชาชนสามารถฟ้องศาลได้“สิ่งที่ควรจะทำด่วนที่สุดคือทำให้มีกฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus โดยเร็วที่สุด เพราะหากรัฐไม่ทำอะไรเลย ประชาชนก็จะเหลือสิทธิแค่ว่าจะตายแบบใด และถูกยัดเยียดความตายทั้งที่ไม่เต็มใจ นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นความล้มเหลวของการบริหารนโยบายของรัฐอีกด้วย” อาจารย์คนึงนิจกล่าวสรุป







