
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย CUSRI Academy ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ คณะนิติศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน และสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จัดการบรรยายสาธารณะ (Public Lecture) หัวข้อ “From Speciecide to Ocean Justice: Reframing Marine Governance and Responsibility” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเปิดงาน และ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ กล่าวรายงาน โดยได้รับเกียรติจาก Dr. Emiline C.H. Smith, Lecturer in Criminology at the Scottish Centre for Crime & Justice Research และ Director of Internationalisation for the School of Social & Political Sciences, University of Glasgow, Scotland เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอาชญาวิทยา สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลทางทะเล ผ่านกรอบคิดที่ชวนตั้งคำถามต่อความหมายของ “เหยื่อ” และ “ความยุติธรรม” ในบริบทของมหาสมุทร
การบรรยายครั้งนี้มีคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจจากทั้งภายในและภายนอกเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องความยุติธรรมทางทะเลเป็นหัวข้อสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากมหาสมุทรไม่ได้เป็นเพียงแหล่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงกับระบบโลก ความยั่งยืน และความรับผิดชอบร่วมกันของมนุษยชาติ จุฬาฯ มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ที่มีความหมายต่อสังคม สนับสนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองข้ามสาขา และผลักดันแนวคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมและยั่งยืนต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และระบบนิเวศในระยะยาว
รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ กล่าวว่า การจัดบรรยายสาธารณะครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามศาสตร์และตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก โดยเลือกประเด็นมหาสมุทรมาเป็นแกนกลางในการบูรณาการมิติทางกฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านความร่วมมือของหลายหน่วยงานภายในจุฬาฯ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ทันสมัยและเกิดผลกระทบต่อสังคม พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ

อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Dr. Emiline C.H. Smith จาก University of Glasgow ชี้ให้เห็นว่ามหาสมุทรไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะแหล่งทรัพยากรของมนุษย์เท่านั้น แต่ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะระบบชีวิตที่เชื่อมโยงกับความเสียหายหลากหลายรูปแบบ ทั้งความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ความเสียหายทางสังคม และความเสียหายข้ามพรมแดน หลายกรณีไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในกรอบกฎหมายอาญาแบบเดิม เนื่องจากระบบกฎหมายจำนวนมากยังมีลักษณะยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล แนวปะการัง ประชากรปลา ระบบนิเวศ และชุมชนชายฝั่งมักเกิดขึ้นอย่างช้า กระจัดกระจาย และยากต่อการระบุผู้รับผิดชอบโดยตรง
สาระสำคัญของการบรรยายครอบคลุมการอธิบายมหาสมุทรผ่าน 3 มิติ ได้แก่ มหาสมุทรในฐานะแหล่งทรัพยากร ซึ่งเชื่อมโยงกับการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มหาสมุทรในฐานะเครื่องมือหรือเส้นทางของการแสวงหาประโยชน์ เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ การลักลอบขนส่ง และอาชญากรรมข้ามชาติทางทะเล และ มหาสมุทรในฐานะพื้นที่รองรับของเสียและมลพิษ ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างระหว่างประเทศและภูมิภาค

นอกจากนี้ วิทยากรยังได้นำเสนอแนวคิด Speciecide หรือการทำลายสิ่งมีชีวิตนอกเหนือมนุษย์ (Non-human species) อย่างเป็นระบบ และแนวคิด Ocean Justice หรือความยุติธรรมแห่งมหาสมุทร ซึ่งเสนอให้ขยายกรอบความรับผิดชอบจากมนุษย์ไปสู่สิ่งมีชีวิตทางทะเล ระบบนิเวศ ชุมชนชายฝั่ง และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายทางทะเลอย่างไม่เท่าเทียม โดยเน้นว่าการกำกับดูแลมหาสมุทรในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดที่มองทะเลเป็นเพียงพื้นที่ของการใช้ประโยชน์ ไปสู่การมองมหาสมุทรในฐานะระบบความสัมพันธ์ที่ต้องการการดูแล การฟื้นฟู และความรับผิดชอบร่วมกัน

Lecture in Criminology at the Scottish Centre for Crime & Justice Research and Director of Internationalisation for the School of Social & Political Science, University of Glasgow, Scotland
ช่วงท้ายของการบรรยายได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตั้งคำถามกับวิทยากรอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อประเด็นความยุติธรรมทางทะเลในมิติที่เชื่อมโยงกับอาชญาวิทยา สิ่งแวดล้อม นโยบายสาธารณะ ความเหลื่อมล้ำระดับโลก และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตที่นอกเหนือจากมนุษย์
การจัดบรรยายสาธารณะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความยุติธรรมในระดับนานาชาติ พร้อมสนับสนุนการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อการกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน







