ข้ามไปยังเนื้อหา

ชุดนิสิต

เครื่องแบบพระราชทาน

เครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงเกียรติภูมิ ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของสถาบัน เครื่องแบบแต่ละรูปแบบได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย ควบคู่กับการธำรงไว้ซึ่งความสง่างาม ความเป็นไทยและระเบียบวินัย อันเป็นคุณค่าพื้นฐานของการเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายครั้ง ด้วยเหตุความจำเป็น และเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ชุดเครื่องแบบพิธีการสำหรับนิสิตชายเป็นชุดเครื่องแบบที่ใช้สืบเนื่องมาจากนักเรียนโรงเรียนราชสำนักจนเรียกติดมาว่า เครื่องแบบพระราชทาน สำหรับเครื่องแบบนิสิตหญิงได้รับการออกแบบโดยบูรพาจารย์ให้มีความสง่างาม มีความเป็นไทยและเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงความเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การแต่งกายชุดเครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนดเป็นกฎหมาย โดยตราไว้เป็นพระราชกฤษฎีกาเรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา กำหนดเครื่องแบบนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2499” นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้ออกเป็นระเบียบประกาศเรื่องการแต่งกายของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแนวปฎิบัติสำหรับนิสิตที่จะแต่งกายได้อย่างเหมาะสมกับกาละเทศะด้วยเพราะการเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มิใช่เพียงทำหน้าที่แสวงหาความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำสังคม รู้จักการวางตนและเคารพระเบียบวินัยของสังคมและของมหาวิทยาลัย

ดังนั้นนิสิตจุฬาฯ จึงควรภาคภูมิใจที่ได้เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่ที่ต้องรักษาเกียรติของสถาบัน ต้องร่วมกันธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย ร่วมกันรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของไทย รวมไปถึงวัฒนธรรมที่คงความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิเช่น เครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนั้น เครื่องหมายพระเกี้ยวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ก็เป็นเครื่องหมายที่ได้รับพระราชทาน นิสิตทุกคนจึงควรตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและต้องเทิดทูนไว้ด้วยศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ

ประวัติเครื่องแบบนิสิต

สาระของประวัติที่จะกล่าวถึงนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนของเครื่องแบบนิสิตชายและส่วนของเครื่องแบบนิสิต หญิง ซึ่งภายในจะประกอบด้วยส่วนย่อยต่าง ๆ ตามยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกาย ดังนี้

ประวัติเครื่องแบบนิสิตชาย

ช่วงที่ 1 ช่วงเครื่องแบบโรงเรียนมหาดเล็ก

เครื่องแบบเหล่านี้มีอยู่ทั้งสิ้น 6 แบบซึ่งต่อไปนี้เป็นเครื่องแบบที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนมหาดเล็กมีสิทธิแต่งกายดังนักเรียนโรงเรียนราชสำนักได้ (เครื่องแบบดังกล่าวเป็นฉลองพระองค์เครื่องแบบสำหรับพระราชโอรสสมเด็จพระปิยมหาราช) เครื่องแบบในช่วงนี้เนื่องจากมีการเรียนการสอนเพียงวิชารัฐประศาสนศาสตร์ เครื่องแบบดังกล่าวจึงกำหนดให้มีแต่การใช้อินธนูสีบานเย็นประดับบ่าเท่านั้น

ช่วงที่ 2 ช่วงประดิษฐานขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้แต่งเครื่องเครื่องแบบพระราชทานจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงนี้จะมีการยกเลิกเครื่องแบบบางส่วนตามประกาศของกรมมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2477 และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมตามช่วงเวลาดังกล่าว สุดท้ายจึงเหลือเพียงเครื่องแบบที่สองเท่านั้น ก่อนที่จะมีการประยุกต์เป็นเครื่องแบบดังรูปที่ใช้ในปี 2489 เป็นต้นมา สาเหตุที่มีการยกเลิกแบบที่ 1 ไปคาดว่าคงเพราะไม่อยากนุ่งกางเกงสั้น ส่วนแบบที่ 4 ถึง 6 นั้นยกเลิก ก็เพราะไม่ได้เข้าร่วมในพระราชพิธีอย่างแต่เดิม

ช่วงที่ 3 ช่วงเครื่องแบบจุฬานิยม

ในปี พ.ศ. 2492 ได้กำหนดเครื่องแบบนิสิตชายใหม่และขอร้องให้สโมสรนิสิตร่วมมือด้วยการแต่งเครื่องแบบนี้มาเรียนทุกวัน เนื่องจากในปี 2491 รัฐบาลสมัยนั้นออกกฎหมายบังคับให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเรียนวิชาทหารรักษาดินแดน

ในปีถัดมารัฐบาลได้กำหนดให้นิสิต นักศึกษา แต่งเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารมาเรียนทุกวัน ทางสโมสรจึงได้แย้งว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีเครื่องแบบพระราชทานอยู่แล้ว จึงไม่ควรต้องมีเครื่องแบบอื่นอีก แต่ทางราชการก็อ้างว่าเครื่องแบบพระราชทานใช้ประมาณปีละ 3 ครั้งคือ วันพระราชทานปริญญาบัตร วันปิยมหาราช และวันวชิราวุธ นิสิตนักศึกษาจึงต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงเป็นเหตุให้สโมสรนิสิตกำหนดเครื่องแบบจุฬานิยมนี้ขึ้น

 

ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 71/2507 ว่าด้วยเครื่องแบบนิสิตชายและนิสิตหญิง สั่ง ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 ให้เครื่องแบบจุฬานิยมเป็นเครื่องแบบนิสิตชาย แต่ให้เพิ่มการใช้เนคไทสีกรมท่าปักพระเกี้ยวในเวลามีงานสำคัญ ซึ่งใช้แต่ในพิธีซึ่งทางราชการกำหนด

ช่วงที่ 4 ชุดนิสิตปัจจุบัน

รายละเอียดของกฎระเบียบการแต่งกายเครื่องแบบปกตินิสิตชาย

  • เนคไท มีตราพระเกี้ยวตามแบบของมหาวิทยาลัย
  • เสื้อเชิ้ต ทำด้วยผ้าขาว ไม่มีลวดลายให้ใส่ชายเสื้อไว้ในกางเกง
  • เข็มขัด เข็มขัดหนังสีดำ ขนาดกว้าง 3 ซม. หัวเข็มขัดโลหะเงิน สี่เหลี่ยมจัตุรัส ดุนเป็นรูปพระเกี้ยว
  • กางเกง กางเกงขายาวแบบสากล ทำด้วยผ้าสีกรมท่าหรือสีดำ
  • ถุงเท้า ถุงเท้าสีดำ
  • รองเท้า รองเท้าหนังสีดำ หุ้มส้น

 

ประวัติเครื่องแบบนิสิตหญิง

ช่วงที่ 1 ช่วงเครื่องแบบโรงเรียนมหาดเล็ก

ในปี พ.ศ. 2477 เมื่อจุฬาฯ รับนิสิตหญิงรุ่นแรกเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยได้กำหนดเครื่องแบบนิสิตหญิงขึ้นมาดังนี้

  1. เสื้อขาวแขนยาวถึงข้อมือ
  2. ผ้าถุงสีน้ำเงิน
  3. รองเท้าสีดำ

 

ช่วงที่ 2 ช่วงเครื่องแบบปกตินิสิตหญิงรุ่นแรก

ในวันที่ 16 กันยายน 2481 มหาวิทยาลัยได้กำหนดเครื่องแบบนิสิตหญิงเป็น 2 แบบคือ เครื่องแบบปกติชั้นที่ 1 กับเครื่องแบบปกติชั้นที่ 2

เครื่องแบบปกติชั้นที่ 1 ใช้ในโอกาสพิเศษหรือพิธีการสำคัญ

  1. เสื้อแขนยาวสีขาวเนื้อหยาบกว่าเสื้อชั้นที่ 2 (ใช้สวมทับเสื้อชั้นที่ 2) ที่คอ หน้าอกและปลายเสื้อเดินริมชมพู ด้านหน้าติด “ดุมมหาดเล็ก” เป็นโลหะเงินดุนพระเกี้ยว 2 แถว แถวละ 3 เม็ด ปลายแขนมีดุมมหาดเล็ก ข้างละ 3 เม็ด
  2. ชุดภายใน ใช้เครื่องแบบปกติชั้นที่ 2 ก่อนสวมทับเสื้อข้างต้น

เครื่องแบบปกติชั้นที่ 2 ใช้ในบริเวณมหาวิทยาลัยและใช้ในการเรียนตามปกติ

  1. หมวกเสี้ยนตาล หรือก้านลาน สีธรรมชาติ มีแถบสีกรมท่าคาดรอบแล้วผูกตายเป็นโบหูกระต่าย
  2. ชุดภายใน ใช้เครื่องแบบปกติชั้นที่ 2 ก่อนสวมทับเสื้อข้างต้น
  3. เข็มขัดสีดำด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นสีน้ำตาลไหม้ หัวเข็มขัดโลหะ เงิน สี่เหลี่ยมจัตุรัสดุนพระเกี้ยว
  4. ผ้าสีกรมท่าตัดแบบผ้าถุง ปลายผ้าถุงให้อยู่กึ่งกลางของข้อเท้ากับหัวเข่า
  5. ถุงเท้าสั้นสีขาว พับข้อเท้าพอสมควร หรือใช้ถุงเท้ายาวสีเนื้อ
  6. รองเท้าสีดำ ขาว หรือสีเรียบ ส้นเตี้ย ไม่มีลวดลาย

 

ช่วงที่ 3 ช่วงยุวนารี

ในปี พ.ศ. 2483 ได้เพิ่มเครื่องแบบยุวนารีขึ้น ซึ่งนิสิตต้องใช้แสดงในวันฝึกและอบรมยุวนารี ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 71/2507 ว่าด้วยเครื่องแบบนิสิตชายและนิสิตหญิง สั่ง ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507

หลังจากนั้นได้มีประกาศและระเบียบเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอีกหลายฉบับ จนล่าสุดมีประกาศจากมหาวิทยาลัย เรื่องชุดเครื่องแบบปกติของนิสิตที่กำหนดรูปแบบของชุดนิสิตออกมาเป็นมาตราฐานและนำมาบังคับใช้ในปีพ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน

ช่วงที่ 4 ชุดนิสิตปัจจุบัน

รายละเอียดของกฎระเบียบการแต่งกายเครื่องแบบปกตินิสิตหญิง

  • เสื้อ ทำด้วยผ้าสีขาว ไม่มีลวดลาย มีความหนาพอสมควร ตัวเสื้อขนาดพองาม คอเสื้อแบบคอเชิ้ต ปลายแหลม ปกยาวพอสมควร เดินตะเข็บตามขอบปกให้ปรากฎตะเข็บข้างนอกด้วย ความยาวของตัวเสื้อให้เลยสะเอวเล็กน้อยเพื่อให้กระโปรงทับได้มิดชิด สาบบ่าเป็นสาบขนาดพองาม ด้านหลังของตัวเสื้อที่กึ่งกลางตัวใต้สาบทำจีบชนิดครีบกว้าง 3 ซม. 1 จีบ ด้านหน้าผ่าอกตรงโดยตลอด มีสาบกว้างขนาด 3 ซม. ติดดุมโลหะสีเงินขนาดเล็กดุนเป็นรูปพระเกี้ยว 5 ดุม แขนเสื้อเป็นแขนสั้น เหนือข้อศอก 2 ซม. ปลายแขนมีผ้าอีกชิ้นหนึ่งตลบขึ้น ส่วนที่กลบกลับตรงท้องแขนกว้าง 3 ซม. ตรงหลังแขนกว้าง 6 ซม. การเดินตะเข็บตัวเสื้อทุกตะเข็บให้เดินตะเข็บคู่
  • เข็มขัด เข็มขัดหนังทำด้วยสักหลาดหรือหนังกลับสีน้ำตาลเข้ม กว้าง 3.5 ซม. เป็นเข็มขัดรูด ปลายแหลม หัวเข็มขัด ทำด้วยโลหะสีเงินเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 4 ซม. ดุนเป็นรูปพระเกี้ยวคาดทับรอยต่อที่กระโปรงทับเสื้อ ห้ามใช้เข็มขัดแบบอื่นนอกจากที่ระบุไว้นี้
  • ตราพระเกี้ยว ตามแบบของมหาวิทยาลัย ทำด้วยโลหะสีเงินสูง 3 ซม. ประดับที่อกเสื้อเบื้องขวา
  • กระโปรง ทำด้วยผ้าสีกรมท่าหรือสีดำ ไม่มันแวววาว ไม่มีลวดลาย ความยาวคลุมเข่าแบบเรียบร้อยรัดกุม ห้ามใช้ผ้ายีน ผ้าสักหลาด ผ้าลูกฟูก ผ้าลูกไม้
  • รองเท้า รองเท้าหุ้มส้นหรือมีสายรัดส้นแบบสุภาพ สีดำ ขาว น้ำตาล กรมท่าหรือเทา

หมายเหตุ: ถุงเท้ามิได้มีระบุไว้ในประกาศ แต่นิยมใส่เป็นถุงเท้าสีขาว

เสื้อเครื่องแบบนิสิตหญิง

  1. เดินตะเข็บตามขอบ ให้เห็นตะเข็บข้างนอก
  2. พระเกี้ยว
  3. ผ่าอกตรงโดยตลอด ติดกระดุมโลหะสีเงิน ดุนเป็นรูปพระเกี้ยว 4 ดุม
  4. ผ้าสีขาวเกลี้ยงไม่มีลวดลาย ให้ชายเสื้อยาวเลยสะเอวเล็กน้อย
  5. คอเชิ้ตปลายแหลม ปกยาวพอสมควร
  6. สายหลังขนาดพองาม
  7. ปลายแขนมีผ้าอีกชิ้นหนึ่งตลบขึ้นตรง ท้องแขนกว้าง 3 ซม. หลังแขนกว้าง 5 ซม.
  8. จีบชนิดครีบกว้าง 2.5 ซม.

กระโปรงเครื่องแบบนิสิตหญิง

  1. จีบไม่รอบ (ตีเกล็ด)
  2. ผ้าถุงป้าย (ไม่ผ่า)
  3. จีบทวิส 2 แนว (ไม่ผ่า)
  4. จีบทวิสกลาง (ไม่ผ่า)
  5. จีบรูดรอบตัว
  6. จีบรอบตัว (ไม่ตีเกล็ด)
  7. จีบรอบตัว (ตีเกล็ด)

หมายเหตุ: กระโปรงแต่ละแบบจะให้เกล็ดปรากฎอยู่ทั้งด้านหน้า ด้านหลังหรือด้านใดด้านหนึ่งก็ได้และจะตีเกล็ดยาวเท่าใดก็ได้แล้วแต่ความสวยงามและความคล่องตัว ไม่อนุญาตกระโปรงผ่าชายหรือใช้วัสดุเสริมแรงหรือจับเดรป

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ เครื่องแบบนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายตามระเบียบ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิ ความภาคภูมิใจและสายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสะท้อนคุณค่าของวินัย ความสุภาพเรียบร้อยและอัตลักษณ์ของความเป็นนิสิตจุฬาฯ การธำรงรักษาเครื่องแบบและการแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและร่วมกันเทิดทูนเกียรติยศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้คงอยู่สืบไปอย่างสง่างามในสังคมไทยและสังคมโลก

อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

ชุดนิสิต

ค้นพบประสบการณ์ชีวิตในจุฬาฯ
ที่มากกว่าการเรียน