ข้ามไปยังเนื้อหา

รวมความรู้วิชาการหลัง “แผ่นดินไหว”ประเทศไทยไปต่ออย่างไร

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพมหานครและสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดเสวนาทางวิชาการ “Chula the Impact ครั้งที่ 32” ภายใต้หัวข้อ “จุฬาฯ ระดมคิด ฝ่าวิกฤตแผ่นดินไหว: เราจะรับมือและฟื้นตัวได้อย่างไร?” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อเปิดเวทีระดมความรู้ข้ามศาสตร์ในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

งานเสวนาได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรมศาสตร์ ธรณีวิทยา กฎหมาย และการสื่อสาร เพื่อพัฒนามาตรการรองรับและฟื้นฟูประเทศจากภัยแผ่นดินไหวอย่างยั่งยืน

ในเวทีเสวนา ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ จากภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “แผ่นดินไหวไม่สามารถคาดการณ์วันและเวลาได้อย่างแม่นยำ” พร้อมทั้งอธิบายลักษณะของอาฟเตอร์ช็อกและลักษณะการปล่อยพลังงานของแผ่นดินไหว โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอินโดนีเซียและเหตุการณ์ล่าสุดในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ในด้านของความปลอดภัยด้านโครงสร้างอาคาร รศ.ดร.ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้ชี้แจงถึงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ โดยระบุว่า อาคารสูงในเขตเมืองส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานที่เหมาะสม ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ส่วนใหญ่เกิดจากส่วนตกแต่งสถาปัตยกรรม ไม่ใช่โครงสร้างหลัก ซึ่งประชาชนสามารถสบายใจในระดับหนึ่งได้

ในมิติทางกฎหมาย รศ.ดร.อังคณาวดี ปิ่นแก้ว จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้อธิบายถึงหลักการรับผิดชอบต่อความเสียหายจากแผ่นดินไหว ทั้งในกรณีของคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัย อาคารที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และบทบาทของประกันภัยในภาวะภัยพิบัติ

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.ปัญญา จารุศิริ จากภาควิชาธรณีวิทยา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสำรวจและศึกษารอยเลื่อนแผ่นดินไหวในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการระบุไว้แล้วจำนวน 16 รอยเลื่อน โดยยังมีรอยเลื่อนแฝงหลายแห่งที่รอการวิจัยเพิ่มเติม เช่น รอยเลื่อนถลาง (ภูเก็ต) และรอยเลื่อนองค์รักษ์ (นครนายก) ซึ่งใกล้กับเขตเมืองหลวงอย่างมีนัยสำคัญ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การใช้งานจริงในสังคม โดยจะเดินหน้าสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อวางแผนและออกแบบการรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการสร้างความรู้เท่าทันและแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

รวมความรู้วิชาการหลัง “แผ่นดินไหว”ประเทศไทยไปต่ออย่างไร