ปาฐกถาโดย ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มองโลกกำลังเปลี่ยนจาก “ประสิทธิภาพต้องมาก่อน” สู่ “ความมั่นคงต้องมาก่อน”
View Online
ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้รัฐบาลและภาคธุรกิจของนานาประเทศ เริ่มหันมาปรับเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่ “ประสิทธิภาพต้องมาก่อน” มาสู่ “ความมั่นคงต้องมาก่อน”
แนวคิดนี้ถูกสะท้อนในปาฐกถาพิเศษของ ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกล่าวถึงประเด็น “ความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก” (Security Amidst Global Uncertainty) ในงาน Dinner Talk : Thailand Security Dialogue 2026 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็น “ลักษณะถาวร” ของกิจการระหว่างประเทศ ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลาง การหยุดชะงักของเส้นทางการค้า ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหาร การแข่งขันทางเทคโนโลยี ภัยไซเบอร์ ตลอดจนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและแร่ธาตุสำคัญ ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดซึ่งกำลังเกิดขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงใน “วิธีคิด” ที่รัฐบาล ภาคธุรกิจ และสังคม มีต่อความเสี่ยง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจโลกให้ความสำคัญกับคำว่า “ประสิทธิภาพ” ทั้ง การลดต้นทุน การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just in Time) และแสวงหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการปรับให้เหมาะสม ตลอดจนรวมศูนย์การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และโยกย้ายเงินทุน เทคโนโลยี สินค้า และพลังงานข้ามพรมแดนตามสัญญาณของตลาด ซึ่งถือเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์มหาศาล ช่วยให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน และทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ขยายการค้าระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ เข้าด้วยกัน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โลกกำลังตั้งคำถามที่ต่างออกไป ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “วิธีที่ถูกที่สุดในการได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการคืออะไร?” แต่กลายเป็นว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากเราไม่สามารถได้สิ่งนั้นมาเลย?” คำถามนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโลกที่ ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ ไปสู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่ดำเนินไปตามตรรกะของ “Just in Time” ซึ่งหมายถึงการลดสินค้าคงคลังให้น้อยที่สุด ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งเน้นตามตรรกะของ “Just in Case” ซึ่งหมายถึงการสำรองเอาไว้ ภายใต้โมเดลแบบ Just in Time นั้น มองว่า “ทำไมเราต้องเก็บสินค้าคงคลังจำนวนมาก หากเราสามารถได้รับสินค้าในวันพรุ่งนี้?” หรือ “ทำไมเราต้องมีกำลังการผลิตพลังงานส่วนเกิน หากเราสามารถซื้อพลังงานจากตลาดโลกได้?” ซึ่งเป็นคำถามที่มีเหตุผลในสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ
แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้ โดยในโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการไม่มีบางสิ่งบางอย่าง อาจสูงกว่าต้นทุนของการมีสิ่งนั้นในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษใน 3 ด้าน ได้แก่ อาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ ที่ผ่านมา ตะวันออกกลางมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานสำคัญของโลก ซึ่งการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ได้แสดงให้เห็นสิ่งพื้นฐานประการหนึ่งว่า “ความขัดแย้งในภูมิภาคหนึ่ง สามารถสร้างต้นทุนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้”
สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบ แต่สามารถส่งต่อไปยังระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผ่านเส้นทางเดินเรือ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้า
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางทหารสามารถกลายเป็นวิกฤตพลังงาน นำไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตการเมือง และท้ายที่สุดคือวิกฤตความมั่นคงทางสังคม ความแตกต่างระหว่าง “ความมั่นคงแบบดั้งเดิม” (Hard Security) และ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จึงกำลังเลือนรางมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตลอดช่วงเวลาหลังสงครามเย็น นานาประเทศเชื่อว่าการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจจะทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ยากขึ้น ในขณะเดียวกัน การพึ่งพาซึ่งกันและกัน ก็สามารถสร้าง ‘ความเปราะบาง’ ได้ ดังนั้น ทั่วโลกจึงเริ่มแยกแยะระหว่างการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependence) กับประเด็นเรื่องความเปราะบาง (Vulnerability) โดยไม่ต้องยุติการพึ่งพาซึ่งกันและกันที่จำเป็น แต่ต้องบริหารจัดการให้มากขึ้น และรู้ว่าการพึ่งพาที่สำคัญสำหรับประเทศของตนอยู่ที่ไหน การพึ่งพาใดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และการพึ่งพาใดที่เป็นอันตราย รวมถึงรู้ว่าจุดใดที่จำเป็นต้องมีทางเลือกอื่น
นี่คือเหตุผลที่ความยืดหยุ่นในการรับมือ การกระจายความเสี่ยง ความซ้ำซ้อน ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นคำที่ปรากฏอย่างโดดเด่นมากขึ้นในยุทธศาสตร์ระดับชาติ และเป็นจุดสิ้นสุดของสมมติฐานเรื่องโลกาภิวัตน์ที่ไร้ขีดจำกัด
