รู้ลึกกับจุฬาฯ

ทางออกสำหรับบีทีเอส

เหตุการณ์รถไฟฟ้าบีทีเอสทำงานขัดข้องจนกระทบต่อการเดินทางของมวลชนในเมืองหลวงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้ประชาชนต่างไม่พอใจกับมาตรฐานการทำงานของบีทีเอส ขณะที่สำนักข่าวหลายแห่งมีการเก็บสถิติในรอบปีนี้ พบว่าบีทีเอสขัดข้องรวมแล้วมากว่า 28 ครั้ง โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน ขัดข้องไปแล้ว กว่า 9 ครั้ง

ทั้งนี้ บีทีเอสได้ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุของการขัดข้องสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนคลื่นวิทยุที่ใช้กับระบบอาณัติสัญญาณในการควบคุมขบวนรถไฟฟ้า เพื่อให้มีความเสถียรและเพื่อรองรับการให้บริการเส้นทางต่อขยายสีเขียว นอกจากนี้ยังมีสัญญาณคลื่นวิทยุสื่อสารจากภายนอกเข้ามารบกวนสัญญาณเดินรถ ทำให้มีความล่าช้ากว่าปกติ

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าคลื่นสัญญาณที่บีทีเอสระบุ คือคลื่นสัญญาณระหว่างขบวนรถและเสาสัญญาณที่ติดตั้งอยู่ข้างราง ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณระหว่างรถและรางเพื่อดูความเร็วและตำแหน่งรถ เนื่องจากบีทีเอสเน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ

“การใช้ระบบอัตโนมัติทำให้รถวิ่งได้หลายเที่ยวต่อวัน เพราะสัญญาณที่ส่งไปส่วนกลางจะคำนวณให้ว่ารถขบวนนี้ถึงไหน อีกคันต้องวิ่งด้วยเวลาเท่าใดจะได้พอดีกัน แต่พอ ขัดข้องขี้นมาก็ต้องใช้ระบบแมนวล ขับด้วยมือ คนขับก็ต้องขับให้มีระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ทำให้ล่าช้า”

ทั้งนี้ คลื่นสัญญาณที่บีทีเอสเลือกใช้ คือสัญญาณคลื่นความถี่ 2400 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นที่มีขนาดความถี่ดังกล่าวเป็นคลื่นที่ไม่ต้องขออนุญาต ใครก็สามารถใช้ได้ ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้ในระบบคมนาคม โดยเฉพาะสัญญาณคลื่น wifi ที่มีความถี่ใกล้เคียงกัน ซึ่งการใช้คลื่นที่มีความถี่เดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะถูกรบกวนกันเป็นเรื่องปกติ

ดร.สุพจน์วิเคราะห์ว่าสาเหตุของปัญหารถไฟฟ้าบีทีเอสที่เพิ่งจะปรากฏในปัจจุบัน อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากทุกวันนี้ระบบอินเทอร์เน็ตที่ใช้ wifi แพร่หลายมากขึ้น จากในอดีต ส่วนอีกสาเหตุที่มีการพูดถึงกันคือการถูกรบกวนโดยคลื่นสัญญาณของดีแทค และทีโอที ซึ่งมีความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ไม่น่าจะใช่สาเหตุ เพราะแม้จะ มีการปิดสัญญาณไปกว่าหลายแห่ง แต่รถไฟฟ้าก็ยังขัดข้อง

อาจารย์สุพจน์กล่าวว่า การรบกวนกันของคลื่นความถี่เดียวกันทำให้เกิดการลดสัญญาณของตัวเองลง คลื่นที่ถูกรบกวนหรือถูกแทรกจะมีสัญญาณขาด ไม่ต่อเนื่อง ทำให้รถไฟฟ้าถูกชะลอและหยุดลง และเมื่อเกิดปัญหากับขบวนหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อขบวนที่เหลือด้วย เพราะรถไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งใด

 

 

การใช้คลื่นความถี่ 2400 เมกะเฮิรตซ์ในระบบรถไฟในต่างประเทศ ใช้เฉพาะในรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเป็นที่อับสัญญาณ ไม่มีสัญญาณอื่นรบกวน และในรถไฟภายในสนามบินซึ่งเป็นพื้นที่ปิดที่สามารถควบคุมได้เท่านั้น และการใช้รถไฟฟ้าที่มีคลื่นความถี่ 2400 เมกะเฮิรตซ์ มาวิ่งในพื้นที่เปิด พื้นที่สาธารณะ ผ่านตึกอาคารต่างๆ ใจกลางเมืองที่มีการใช้ระบบ wifi กันมหาศาล จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และสถิติ

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการตั้งค่าการใช้งาน

    ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า