รู้ลึกกับจุฬาฯ

ทำอย่างไรให้ฟุตบอลทีมชาติไทยไปถึงฝั่งฝัน

ผลการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนหรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมสร้างความประหลาดใจระคนผิดหวังแก่แฟนบอลชาวไทย หลังจากทีมชาติไทยตีเสมอมาเลเซียด้วยประตู 2-2 แต่ก็ต้องตกรอบรองชนะเลิศด้วยกฎประตูทีมเยือน จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ย่อมๆ ในโลกโซเชียล

กระนั้น เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลหลายเจ้าต่างพากันวิเคราะห์ว่ารูปแบบการเล่นของทีมชาติไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับความกดดันเมื่อเข้าสู่ช่วงเวลายิงลูกโทษ ทำให้ยิงพลาด อย่างไรก็ดี ทีมชาติไทยยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งเดือนก่อนถึงการแข่งขันศึกใหญ่ เอเชี่ยนคัพ 2019 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2562 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รศ.ดร.วิชิต คนึงสุขเกษม ที่ปรึกษาอธิการบดีและอดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รูปแบบการเล่นของทีมฟุตบอลทีมชาติไทยขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก้าวถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ แต่บางครั้ง ก็ไปไม่ถึงฝัน

“การแข่งขันในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ผมมองว่าเกิดจากความกดดันเป็นหลัก ผมไม่อยากโทษ นักเตะ เพราะในสถานการณ์แบบนั้นมันคือเหตุการณ์ที่ชี้เป็นชี้ตาย” อาจารย์วิชิตกล่าว พร้อมเสริมอีกว่าการฝึกจิตใจให้พร้อมรับความกดดัน หรือการสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจคงต้องบรรจุเป็นหนึ่งในการฝึกของนักเตะไทย

อาจารย์วิชิตระบุว่า ความผิดพลาดในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ มีหลายประการทั้งจากตัวผู้เล่นเอง และจากรูปแบบการเล่นโดยผู้ฝึกสอนมิโลวาน ราเยวัช ที่ถนัดเกมรับมากกว่าเกมรุก และเป็นที่ขัดใจแฟนบอลชาวไทยที่ชื่นชอบการจู่โจมมากกว่าการตั้งรับ

“เรามีนักเตะที่ผลิตไม่ทัน ในส่วนกองหน้าของเรายิงประตูได้น้อย ถ้าดูจากไทยลีกของเราเห็นได้ชัดว่านักเตะชาวไทยยิงประตูได้น้อยกว่านักเตะต่างชาติ ทีมชาติชุดนี้ก็เห็นได้ชัดว่าประตูที่ได้มาจากกองกลางและกองหลัง ทางที่ดีเราควรพัฒนากองหน้าให้ดีกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์วิชิตยังเสริมอีกว่าฝีมือของทีมชาติไทยปัจจุบันยังประเมินได้ยาก คงต้องรอดูในเอเชี่ยนคัพ ซึ่งจะมีนักเตะมาเสริมทัพมากขึ้น

กระนั้น อาจารย์วิชิตระบุว่า ไทยก็ไม่ควรประมาทคู่แข่ง และทะนงตัวว่าทีมชาติไทยเป็นชาติที่เก่งที่สุดในอาเซียน เพราะปัจจุบัน แต่ละชาติก็มีแนวทางในการพัฒนาทีมฟุตบอล อย่างชัดเจน และหากต้องการให้ทีมฟุตบอลของไทยไปให้ถึงฝั่งฝัน จะต้องมีการลงทุนตั้งแต่ระดับเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพและชัดเจน

“เราจะมามัวแต่หาช้างเผือกก็คงไม่ได้ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก จะมาพึ่งหาตัวนักเตะเก่งๆ มาเล่นคงไม่ได้ เราต้องลงทุนในเด็ก ทำระบบอคาเดมีชัดเจน”

อาจารย์วิชิตย้ำว่าการขยับขยายให้วงการฟุตบอลของไทยก้าวไปสู่แนวหน้าในนานาชาติ ต้องอาศัยระยะเวลา ณ ตอนนี้มีการเริ่มต้นฝึกฝนในระดับเยาวชนตั้งแต่อายุ

7-8 ขวบ แต่ก็เป็นระบบสร้างเด็กที่ไม่ครบวงจร ยังไม่ใช่ระบบอคาเดมีหรือโรงเรียนกินนอนแบบสโมสรฟุตบอลดังๆ ใช้ปั้นนักฟุตบอลมืออาชีพโดยเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก

“ผมเคยไปดูงานที่ประเทศเซเนกัล เป็นประเทศยากจนในแอฟริกา แต่ฟีฟ่าไปสร้างโรงเรียนฟุตบอลให้เขาเฟ้นหานักเรียนมาฝึก  เป็นโรงเรียนกินนอน แถมสอนภาษา 4 ภาษาให้แก่เด็ก คือภาษาอังกฤษ สเปน อิตาลี เยอรมัน สอนเพื่อให้เด็กเหล่านี้พอโตขึ้นจะได้ไปเล่นในประเทศที่มีลีกฟุตบอลใหญ่ๆ ทุกวันนี้คุณดูสิ มีนักเตะ ชาวเซเนกัลในลีกเหล่านี้มากแค่ไหน” ปัญหาด้านงบประมาณอาจเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้สมาคมฟุตบอลยังไม่สามารถจัดทำโรงเรียนฟุตบอลในระบบอคาเดมีได้ แต่อาจารย์วิชิตชี้ว่าสโมสรฟุตบอลในไทยต้องเป็นกำลังอีกส่วนในการจัดตั้งโรงเรียนหรือระบบฝึกที่ปูพื้นฐานนักฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก และอาศัยการร่วมมือกันของทั้งภาคเอกชนและสโมสรฟุตบอลแห่งประเทศไทย

“ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอคาเดมีที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเทียบเท่ากับอะคาเดมีต่างชาติ ทั้งในด้านการฝึกฝน การเรียนการสอนจากครูที่มีความเชี่ยวชาญ ใช้เวลาประมาณ 10 ปี วงการฟุตบอลไทยจะเกิดความเปลี่ยนแปลงแน่นอน คำถามคือเมื่อไรเราจะเริ่ม ทุกวันนี้มีแล้วแต่ไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่โรงเรียนฝึกสอนเอาจริงเอาจังอย่างที่ควรจะเป็น”

ดังนั้น ก้าวต่อไปของวงการฟุตบอลไทย คงต้องอาศัยเวลา คงเกิดขึ้นปุบปับไม่ได้ อาจารย์วิชิตยกตัวอย่างความสำเร็จของลีกญี่ปุ่นที่ทุกวันนี้สามารถเอาชนะไทยได้อย่างหมดจด ทั้งๆ ที่เมื่อ 30-40 ปีก่อน วงการฟุตบอลของญี่ปุ่นยังตามหลังไทย แต่หลังจากมีระบบปั้นเยาวชน ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

“ค่อยๆ สะสม ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน ค่อยๆ ทำแบบที่ผมบอก จะเห็นผลแน่นอน” อาจารย์วิชิตทิ้งท้าย

SHARE

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X