รู้ลึกกับจุฬาฯ

ใครได้ประโยชน์จากมาตรการอุ้มโทรคมนาคม

เมื่อเร็วๆ นี้ มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2562 ออกมาเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม สืบเนื่องมาจาสภาพปัญหาการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่ทันกำหนด

รายละเอียดของคำสั่ง คสช. ระบุไว้ว่าให้ ผู้ที่ประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ที่ชำระค่าประมูลตามกรอบเวลาเดิมไม่ได้ สามารถยื่นหนังสือ ถึงสำนักงาน กสทช. พิจารณาแบ่งชำระเงินออกเป็นสิบงวดได้ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ฝั่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตได้ และไม่ต้องชำระเงินค่างวดเพิ่มอีกต่อไป

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งของคำสั่งนี้คือการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ซึ่งเป็นย่านความถี่ต่ำเหมือนกับย่าน 900 MHz มีคุณสมบัติครอบคลุมพื้นที่ได้กว้าง และเหมาะสำหรับนำมาใช้กับอุปกรณ์ IoT หรือ Internet of Things

ทั้งนี้มาตรา 44 ที่มีการบังคับใช้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขยายเวลาชำระเงินต้อง เข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz ด้วย หากผู้ประกอบการไม่พอใจเงื่อนไขก็ไม่สามารถรับสิทธิ์ได้ มีการประเมินว่ารัฐบาลจะได้เงินมากกว่า 75,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงิน ที่ได้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอีกทีหนึ่ง

“ประเด็นก็คือข้อความมันระบุไว้ว่าบังคับให้มีการจัดสรรแก่ผู้ประกอบการรายเดิมทั้ง 3 รายที่ผ่านมา ธุรกิจเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง รายใหม่ๆ เข้ามาไม่ได้ เลยคิดว่าความถี่ 700 MHz นี้อาจจะดึงผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาได้หากเปิดให้มีการประมูล แต่ถ้าจัดสรรแก่รายเดิมเท่านั้นก็ปิดโอกาสที่จะดึงผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา”

อย่างไรก็ตามการให้สิทธิ์เลื่อนเวลาการชำระเงินพร้อมกับได้รับคลื่นความถี่ 700 MHz คงยังไม่ตอบโจทย์ความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับเทคโนโลยีไปสู่ 5G อย่างรวดเร็ว ตามที่มีการชี้แจงจาก กสทช. เนื่องจากขณะนี้บริการ 5G จะอยู่บนคลื่นความถี่ 3.5 GHz หรือช่วง 26-28 GHz

“ผมเข้าใจว่าเขามีเจตนาดีคือรัฐมีนโยบายต้องการพาประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 ต้องมี 5G ใช้นะ แต่ปัจจุบันเรายังไม่มีอุปกรณ์รองรับในย่านความถี่ 700 MHz เลย ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องรีบจัดสรรคลื่นในย่านนี้”

อาจารย์สุพจน์ชี้ว่า การใช้ มาตรา 44 ของ คสช. เป็นเครื่องมือ สะท้อนว่าที่ผ่านมาการบริหารทีวีดิจิทัลและกิจการโทรคมนาคมไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งจากตัว กสทช. ที่วาง กฎระเบียบไม่ชัดเจนรวมถึงปัญหาบางประการที่เกิดจากการกำกับดูแลไม่ชัดเจน

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลคือโครงข่ายไม่พร้อม จัดสรรช่องสัญญาณไปแล้วแต่ไม่ได้ดูแลความพร้อมไปด้วยกัน เลยต้องมานั่งชดเชยทีหลัง ส่วนในมุมโทรคมนาคมไม่ต้องอุ้มก็จริงเพราะไม่ได้เดือดร้อนเท่าทีวี แต่ก็มีปัญหาตอนประมูลคลื่น 900 MHz ที่มีคนปั่นราคาทำให้ราคาสูงเกิน สร้างภาระให้กิจการโทรคมนาคม”

ขณะเดียวกันการจัดสรร คลื่นความถี่ 700 MHz ตามเงื่อนไขของกิจการที่ต้องการเลื่อนชำระเงินเป็นงวดมีการระบุเพิ่มเติมว่าหากกิจการใดไม่ต้องการเลื่อนชำระเงินก็ไม่ต้องรับสิทธิ์จัดสรรคลื่น 700 MHz และจะนำคลื่นที่เหลือไปจัดประมูลใหม่

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กสทช. ต้องหาทางควบคุมให้การประมูลสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ได้ราคาที่สูงเกินไป หากกังวลว่าจะมีคนมาดันราคาเหมือนสมัยตอนประมูลคลื่น 900 MHz ก็ควรมีมาตรการที่ออกแบบ หรือป้องกัน เช่น เรียกหลักประกันทรัพย์สินของผู้ประมูล หรือปรับปรุงวิธีการประมูลให้ดีขึ้น มีมาตรฐานที่สูงขึ้น”

อาจารย์สุพจน์ระบุอีกว่า ในอีกแง่หนึ่งการใช้มาตรา 44 เข้ามาจัดการปัญหาทางโทรคมนาคมและกิจการทีวีดิจิทัลก็มีประโยชน์ในการกำกับดูแลการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ (Spectrum Refarming)ได้ง่ายขึ้น

“ประเด็นเรื่องการชดใช้ชดเชย กรณีที่ให้ทีวีดิจิทัลเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่จากย่าน 700 MHz ไปย่านความถี่อื่น ต้องมีการชดเชยให้ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้มีการพูดถึงอย่างชัดเจน แต่พอมีคำสั่ง คสช.ซึ่งระบุส่วนนี้ไว้ ก็ทำให้ทำงานสะดวกมากขึ้นได้เช่นกัน”

ล่าสุดตัวแทนผู้บริหารค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าต้องการได้รับสิทธิ์ยืดเวลาจ่ายเงินคลื่น 900 MHz ซึ่งจะต้องตามมาด้วยการรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ตามไปด้วยหรือไม่ คงต้องจับตาดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หมายเหตุกองบรรณาธิการ – บทความชิ้นนี้ เรียบเรียง ปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง “ม.44 อุ้มโทรคมนาคมจริงหรือ” ในคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

SHARE

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X