รู้ลึกกับจุฬาฯ

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ

แม้ปัญหาการฆ่าตัวตายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวในประเทศหลายแห่งถึงกรณีการฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเงินและหนี้สินด้วยวิธีการต่างๆ

จากกระแสดังกล่าว นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทยเสนอแนะว่ารัฐบาลควรตั้งศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งรัฐบาลโดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ตอบโต้ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนมาโดยตลอด และได้แจ้งให้ประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าตัวเลขคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นจริง แต่ตัวเลขยังไม่สูงเทียบเท่าสมัยวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยสถิติปัจจุบันจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เมื่อปี 2540-2542 ตัวเลขพุ่งสูงสุดไปกว่า 8.59 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ล่าสุดอธิบดีกรมสุขภาพจิตเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบจำนวนผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 345 ราย ซึ่งตกเป็นวันละ 11-12 ราย ทางกรมยังแสดงความวิตกกังวลการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชน ซึ่งพบค่อนข้างบ่อยและอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ทั้งนี้สาเหตุของการฆ่าตัวตายมีได้หลายประการ ได้แก่ อาการจากโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคทางจิตใจ หรือแม้แต่ความเครียด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของความเครียดดังกล่าว

“ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดหนักๆ ได้ แต่ถ้าหากเรารู้ก่อน เราเตรียมตัวก่อนจะช่วยรับมือได้ โดยเฉพาะคนรอบข้างที่อยู่ใกล้คนที่มีอาการเครียด เพราะบ่อยครั้งเราไม่ทันอารมณ์ตัวเอง ต้องให้คนอื่นบอกหรือให้คนอื่นคอยมองอารมณ์ว่า ณ ตอนนี้เราเป็นอย่างไร” อาจารย์ณัฐสุดา กล่าว

อาจารย์ณัฐสุดาอธิบายเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเศรษฐกิจและมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย คนรอบข้างถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ที่สามารถเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างผู้ประสบปัญหาให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

“ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเงินทองก็จริง แต่เงินทองอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเทียบเท่าการมีคนอยู่เคียงข้าง คนใกล้ชิดเองอย่ากลัวที่จะไปคุย การถามตรงๆ สามารถทำได้เพราะมีงานวิจัยแล้วว่าการถามตรงๆ ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฆ่าตัวตาย”

อาจารย์ณัฐสุดา อธิบายอีกว่า หากดูจากสถิติจะพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักอยู่ในวัย 30-59 ปี ซึ่งนับเป็นอายุช่วงวัยทำงาน มีความรับผิดชอบ ในชีวิต ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเครียดและคิดฆ่าตัวตาย

“ปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมไทยเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว ในสังคมปัจจุบันที่มีความโดดเดี่ยวมากขึ้น เป็นสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ไม่มีระบบช่วยเหลือหรือระบบเครือข่ายที่สนับสนุน เช่น ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ณัฐสุดาเชื่อว่าสังคมไทยปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น มีการตีตราลดลง คนไทยเริ่มมองว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสียสติเสมอไป ดังนั้นตัวเลขของคนฆ่าตัวตายไม่น่าจะพุ่งสูงเหมือนในอดีต

“ช่วงหลายปีมานี้คนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น ไม่ได้มองว่าการไปหาหมอคือต้องเป็นจิตเภทเท่านั้น และทุกวันนี้มีสายด่วนสุขภาพจิต มีความพยายามพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับรัฐโดยกรมสุขภาพจิต ในเอกชน อย่างของมหาวิทยาลัยเองก็มี”

อาจารย์ณัฐสุดาชี้ว่าการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอีกวิธีคือการเปลี่ยนภาพของการนำเสนอข่าวคนฆ่าตัวตายให้มีความสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะการนำเสนอการฆ่าตัวตายอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนมากเกินไป ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Copycat ได้

“วิธีการที่ถูกต้องคือการนำเสนอข่าวในเชิงป้องกัน หลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่ดึงดูด ไม่ควรใช้ภาพที่ไม่เหมาะสม และควรเพิ่มแนวทางการดูแล การขอคำแนะนำหรือคำปรึกษาจากหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอข่าวในเชิงสอบถาม ความรู้สึกของบุคคลรอบข้างหรือผู้สูญเสียคนรัก หรือคนในครอบครัวจากการฆ่าตัวตายจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า” อาจารย์ณัฐสุดาเน้นย้ำ

SHARE

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X