รู้ลึกกับจุฬาฯ

เตรียมใจรับมือ ซึมเศร้า เมื่อสูงวัย

ข่าวการฆ่าตัวตายของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ สร้างความตกใจให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย แม้จะมีจดหมายสั่งเสียบอกเหตุผล แต่ก็มีการเปิดเผยจากลูกชายว่า พล.ต.อ.สล้าง ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาหลายปีแล้ว

โรคซึมเศร้าในผู้สูงวัยเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ข้อมูลจาก รศ.ดร.อรัญญา ตุ้ยคัมภีร์  รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า มีงานวิจัยเมื่อปี 2552 ของวลัยพร นันท์ศุภวัฒน์ และคณะ  ที่บ่งชี้ว่าผู้สูงอายุร้อยละ 72.3 มีภาวะซึมเศร้า และร้อยละ 15.6  มีภาวะโรคซึมเศร้า ด้วยภาวะแห่งสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ก็ย่อม เป็นที่แน่นอนว่า ตัวเลขของผู้สูงวัยที่มีภาวะเกี่ยวข้องกับการซึมเศร้าก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

“พูดง่ายๆ คือ 3 ใน 4 คนมีความพร้อมที่จะจุดชนวนสู่ภาวะซึมเศร้าเมื่อรู้สึกแย่ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้เขาเกิด Crisis หรือตัดสินใจว่าตัวเองไม่อยากเป็นภาระผู้อื่น เพราะผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางจริง”อาจารย์อรัญญากล่าว

อาจารย์อรัญญา ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในผู้สูงวัยมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกขึ้นอยู่กับว่าตัวแปรใดจะมีผลมากกว่ากัน ในวัยชรา ซึ่งเป็นวัยที่กำลังหมด หมดไฟ หมดแรง มีความเสื่อมถอย ของสุขภาพ มีโรคประจำตัว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

“เราเรียกอาการนี้ว่าโรคซึมเศร้าที่เกิดจากรอยต่อระหว่างวัย ในวัยเบญจเพส มีความหุนหันพลันแล่น ไฟแรงมาก มีความหวังสูง พอทำอะไรผิดพลาดก็จะเกิดอาการผิดหวังกลายเป็นซึมเศร้า ส่วนวัยถัดมาคือ 35-40 เป็นวัยสร้างครอบครัว เสมือนเบญจเพสรอบ 2 มีการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นว่าทำไมเขาบ้านใหญ่กว่า ฐานะดีกว่า เราเรียกว่า Midlife Crisis ขณะที่รอยต่อที่สามคือสูงวัย รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เหมือนแต่ก่อน ถ้าก้าวไม่ข้าม ไม่เตรียมใจไว้ จะเกิดวิกฤติ”

อาจารย์อรัญญา กล่าวว่า อาการซึมเศร้าในผู้สูงวัยก็มีทั้งความเหมือนและความต่างกับในวัยหนุ่มสาว สิ่งที่เหมือนกันคือพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ มีการเปลี่ยนแปลง มีความสะเทือนใจง่าย และมีความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ฉุดให้เกิดการทำร้ายตัวเอง

แต่สิ่งที่ต่างคือการแสดงออก ในคนหนุ่มสาวจะเห็นอาการหงุดหงิด โมโห หรือยอมรับว่าตัวเองมีภาวะไม่ดี รู้สึกแย่และต้องการการรักษามากกว่าคนแก่

“คนแก่จะไม่อยากให้คนรอบข้างเป็นห่วงหรือทำตัวเป็นภาระ คนสนิทในวัยเดียวกันที่จะมานั่งปรับทุกข์ก็มีไม่มาก ลูกหลานที่ทำงานก็ยุ่งเกินจะมาสังเกต ดังนั้น อาการช่วงแรกๆ ของโรคซึมเศร้าใน ผู้สูงวัยจะสังเกตได้ยาก และโดยพื้นฐานคนสูงวัยที่ขี้บ่น ขี้ลืม อาการหงุดหงิดจู้จี้เหล่านี้ก็ทำให้คนรอบข้างกระเจิงออกไป”

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนมีอาการเจ็บปวดทางร่างกายด้วย เช่น การปวดหลัง แรงตก นอนไม่หลับ ซึ่งหากเป็นวัยหนุ่มสาวจะ สังเกตได้ชัดเจนและทราบว่าร่างกายตนเองมีความปกติ แต่ในผู้สูงวัย จำแนกได้ยากกว่าที่ปวดหลัง ปวดเอว แรงตก เป็นเพราะอาการตามวัย หรือเป็นเพราะโรคซึมเศร้า คนรอบข้างก็สังเกตแต่เพียงว่าเป็นอาการตามวัย

ขณะเดียวกันสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความกดดันความแข่งขันสูงก็อาจมีส่วนที่ทำให้ผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางหลายคนเข้าสู่อาการในขั้นวิกฤติ เพราะไม่สามารถต้านทานความเครียดความกดดันได้ และกลายมาเป็นอาการโรคซึมเศร้าที่ส่งผลต่อสุขภาพ

“สังคมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราหยุดไม่ได้ ดังนั้นแต่ละคนต้องสร้างภูมิต้านทานต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความเข้มแข็งภายในและความเข้าใจของคนรอบข้าง เหล่านี้ผู้สูงวัยต้องเตรียมตัวจึงจะรับมือได้”

อาจารย์อรัญญาระบุว่า การป้องกันโรคซึมเศร้าของผู้สูงวัยต้องอาศัยการสังเกตตัวเอง จังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือมีอาการบ่งชี้ ได้แก่ การเหม่อลอย นอน ไม่หลับ น้ำตาไหลง่าย ฯลฯ ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และหาทางรับมือกับรอยต่อระหว่างวัยเพื่อให้อยู่ในสภาพความเป็นจริงของสุขภาพในวัยชรา

คนรอบข้างเองก็ต้องมีความเข้าใจและมีความใส่ใจ เพราะเป็นตัวแปรทำให้แก้ปัญหาเรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่กับผู้สูงวัยตลอดเวลา แต่ต้องมีการรับมือ จัดระยะที่พอดี และรักษาสายสัมพันธ์อันอบอุ่นไว้ ยิ่งมีการพูดคุยซักถามก็จะช่วยให้ทราบอาการได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

“ต้องสังเกตตัวเอง หรือคนรอบข้างเป็นคนสังเกต ถ้าพบว่ามีอาการบ่งชี้ก็รีบตรวจเช็กสุขภาพจิต ซึ่ง ไม่ต่างจากการตรวจเช็กสุขภาพกายที่คนชราต้องไปตรวจประจำ ถ้าเจอก่อนเช็กก่อนจะสามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ สารเคมีในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงก็จะคุมไม่อยู่” อาจารย์อรัญญากล่าวทิ้งท้าย–

 

SHARE

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X