รู้ลึกกับจุฬาฯ

โมเดล ‘ประชาร่วมใจ’ แก้ภัยพิษสุนัขบ้า

สถานการณ์การระบาดของโรค พิษสุนัขบ้าในประเทศไทยดูท่าจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ามี 15 จังหวัดทั่วประเทศที่พบโรคระบาดในคน มี 41 จังหวัดที่พบโรคในสัตว์ และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 5 รายในปีนี้

ในงานเสวนา “ฝ่าวิกฤติโรคพิษสุนัขบ้า”  โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นอาจเป็นผลมาจากการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าที่ไม่ทั่วถึง
มิหนำซ้ำสุนัขบางตัวยังได้รับวัคซีนซ้ำเกินหนึ่งเข็ม ทำให้กลุ่มที่สมควรได้รับวัคซีนเข้าไม่ถึงยา เป็นผลให้มีการให้วัคซีนทุกปี แต่ยังพบเชื้อมากขึ้น

อีกทั้งยังมีปัญหาวัคซีนบางตัวมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อปี 2559-2560 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการเรียกคืนยา 3 ลอต เนื่องจากพบว่ามีวัคซีนที่ไม่มีมาตรฐาน

อาจารย์ภาวรรณ หมอกยา จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งผู้แทนกลุ่มสานสายใยชีวิต SOS ที่ทำงานด้านปัญหาสัตว์จรจัด เป็นหนึ่งในวิทยากรงานเสวนา อธิบายว่า ปัญหาเรื่องสัตว์จรจัด แท้จริงแล้วก็คือปัญหาของคน

“ครูขอพูดว่าปัญหาทุกอย่างต้องแก้โดยมนุษย์ เพราะเราฉลาดที่สุด และเรามีอำนาจที่จะแก้กฎหมายหรือจัดระเบียบสังคมได้ ดังนั้นปัญหาสัตว์จึงเป็นปัญหามนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญปัญหานี้ มนุษย์จะต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งสังคม”

ด้วยแนวคิด “ประชารวมใจ” กลุ่ม SOS (Save our strays) เน้นการทำงานช่วยเหลือสัตว์จรจัด ดึงคนหลายฝ่ายที่เป็นทุกข์กับปัญหานี้เข้ามาพูดคุยกัน และร่วมกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไร
ทั้งกลุ่มคนรักสัตว์ คนไม่รักสัตว์ รวมถึงตัวสัตว์เอง

“คนรักสัตว์เขาก็เป็นทุกข์ เห็นหมาข้างถนน น่าสงสาร คนไม่รักสัตว์เขาก็เป็นทุกข์ เขากลัวโดนกัด ส่วนสัตว์ถ้ามันพูดได้มันก็เป็นทุกข์ เรามองว่างานที่ท้าทายคือการดีลกับคน เพราะบางทีคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ข้อสรุปของการทำงานคือทุกคนจะต้องแก้ปัญหา”

งานของกลุ่ม SOS เป็นงานประสานงานร่วมกับคนในชุมชน จะเป็นผู้จับสัตว์แล้วให้คนในชุมชนคุยกันว่าจะทำอย่างไร จะร่วมกันออกเงิน พาสัตว์จรจัดไปรักษา ฉีดวัคซีนมากน้อยแค่ไหน โดย SOS จะมีหน้าที่อาสาพาสัตว์รับ-ส่ง และพาไปหาหมอ ก่อนที่จะกลับมาไว้ที่เดิมในชุมชน อาจารย์ภาวรรณระบุว่า การนำสัตว์มาไว้ที่เดิมก็ต้องมีคนดูแล คือกลุ่มคนที่รักสัตว์ในชุมชนนั้นๆ ต้องเป็นคนช่วยดู

อาจารย์ภาวรรณชี้ว่าต้นตอสำคัญของเรื่องนี้คือความ “ไม่รู้” ส่งผลให้ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า  แม้จะอยู่ในสังคมไทยมานานหลายสิบปีก็ยังคงอยู่ ทั้งตัวผู้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงภาครัฐที่ควรจะมีหน้าที่ให้ความรู้ ก็ไม่มีประสิทธิภาพพอ

“เงินอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องมีทั้งความรัก และความรู้ด้วย นี่คือหลักการประชาร่วมใจของ SOS คือการมีความรักจะทำให้เราทุ่มเทกับงาน  รับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ ไม่ย่อท้อ มองว่าสัตว์เป็นเพื่อนร่วมโลก ส่วนการมีความรู้ก็ต้องรู้ว่าเลี้ยงสัตว์ต้องทำอย่างไร”

อาจารย์ภาวรรณกล่าวอีกว่า ประเด็นเซตซีโร่ หรือแนวทางกำจัดสัตว์จรจัดที่มีหลายคนเสนอ และมีประเทศบางแห่งได้นำไปใช้ ปรากฏว่าไม่ลดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า เพราะไม่มีมาตร
การอื่นๆ มารองรับ มิหนำซ้ำ แนวทางเซตซีโร่ ยังทำให้เกิดการแตกแยกของคนในสังคมอีกด้วย

“ประเทศที่แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จสำเร็จจริงๆ มีลักษณะเด่นๆ เลยคือ เป็นเกาะ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือบางเคสเป็นประเทศเล็กๆ อย่างบางประเทศในยุโรป เขาทำได้เพราะเขาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีทุกอย่างพร้อม ประชาชนมีความสุข การศึกษาดี มีสวัสดิการคน สวัสดิการสัตว์ดี สัตว์อยู่แต่ในบ้าน ได้รับการดูแล ไม่มีออกมาเพ่นพ่าน”

อาจารย์ภาวรรณย้ำว่า สังคมที่มีความพร้อม จะมีแนวคิดประชารวมใจด้วยตัวเอง เพราะประชาชนคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ไม่มัวแต่มานั่งรอรัฐบาลให้แก้ปัญหา ขณะเดียวกันสังคมที่มีเสรีภาพในการคิดแก้ปัญหา รัฐบาลสนับสนุนคน จะยิ่งโน้มนำให้ปัญหาลุล่วงได้

กลุ่ม SOS จึงนำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นแนวคิดหลักในการทำงาน และพยายามทำงานร่วมกับคนทุกคน ทุกกลุ่ม ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหา เพราะทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นบทพิสูจน์ว่าคนทุกคนก็สามารถมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

SHARE

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X