Molly Ally ไอศกรีมจากพืช เริ่มธุรกิจด้วย Passion พัฒนาสินค้าจาก Pain Point

ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาฯ CU Innovation Hub หนุนศิษย์เก่าจุฬาฯ เจ้าของแบรนด์ไอศกรีม Plant-based “Molly Ally” แนะความรู้และเทคโนโลยี ปรับสูตรเนื้อไอศกรีมให้เนียนขึ้น ไม่เกิดผลึกน้ำแข็ง เก็บได้นานโดยไม่ใช้สารกันเสีย อร่อยและดีต่อสุขภาพนักกิน
“เมื่อปัญหาและช่องว่างคือโอกาส” ทีมนิสิตด้านธุรกิจ 3 คน คุณรตี บวรมงคลศักดิ์ – นิสิตเก่าจากภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณโชติมา มีมุ่งธรรม และคุณกานต์ชนิต บุบผาชื่น หยิบยกปัญหาการแพ้นมวัวในหมู่คนเอเชียมาเป็นโอกาสในการพัฒนาไอศกรีมจากพืช (plant-based) ที่คู่แข่งในตลาดยังมีไม่มากนัก
เมื่อโจทย์ “ถูก” ทั้ง 3 คนศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์และแผนธุรกิจอย่างจริงจัง พวกเขาจึงไม่เพียงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านธุรกิจในปี 2564 แต่ยังได้ก่อตั้ง บริษัท มอลลี่อัลลี่ จำกัด ปั้นแบรนด์ไอศกรีมเพื่อสุขภาพ Molly Ally ซึ่งปัจจุบันมียอดขายราว 700 ถ้วยต่อวัน!
“Molly Ally หมายถึงโมเลกุลแห่งความสุขที่สามารถส่งต่อไปให้ทุกคนได้ เป็นไอศกรีมที่กินแล้วมีความสุขในระยะสั้น และดีต่อสุขภาพในระยะยาว” คุณรตี กล่าวถึงคุณค่า (value) ของไอศกรีม Molly Ally ที่ตั้งใจส่งมอบให้ผู้บริโภค
แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับกระแสความใส่ใจด้านสุขภาพ โดยล่าสุด ไอศกรีม Molly Ally ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สุดยอดนวัตกรรม ภาคกลาง โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น ประจำปี 2025 ในงาน “TED Youth Startup Championship 2025” และได้รับเงินรางวัล 1,500,000 บาทเพื่อไปต่อยอดธุรกิจ จากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
คุณรตีเผยว่าจุดแข็งของไอศกรีม Molly Ally อยู่ที่เนื้อสัมผัสของไอศกรีมที่เนียน ไม่เป็นผลึกน้ำแข็ง และเก็บไว้ได้นานโดยไม่ใส่สารกันเสีย ซึ่งทีม Molly Ally ได้รับคำแนะนำในการปรับสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยกระบวนการ Emulsify Integrated System โดยทีมจากเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการ ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub)

คุณโชติมา มีมุ่งธรรม (ขวา) คุณกานต์ชนิต บุบผาชื่น (ซ้าย) และคุณรตี บวรมงคลศักดิ์ (กลาง)
ธุรกิจเริ่มด้วย Passion
แม้จะเริ่มต้นจากการทำโปรเจกต์ปริญญาโทส่งอาจารย์ แต่ทีม Molly Ally ก็ทำงานกันอย่างจริงจังและด้วยความรัก คุณรตีเล่าเบื้องหลังแนวคิดในการทำไอศกรีมจากพืชว่า “จากการศึกษาตลาด เราพบว่าโซนเอเชียมีคนแพ้นมวัวเกิน 70% ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ตลาดไอศกรีม plant-based หรือไอศกรีมเพื่อสุขภาพยังไม่มีใครทำไอศกรีมที่ไม่มีนมวัวเลย ถ้าจะมีก็แค่ประมาณ 0.1% เท่านั้น เลยลงไปดูตลาดฝั่งอเมริกา คนแพ้นมวัวเยอะประมาณหนึ่งแต่ไม่เท่ากับเอเชีย แพ้ประมาณ 30% ในอเมริการู้เรื่องการแพ้นมวัวอยู่แล้ว ในโซนยุโรปและอเมริกามีคนทำไอศกรีมนี้อยู่แล้ว เราก็เลยเริ่มโฟกัสตลาดเอเชีย เพราะเป็นตลาดใหญ่และไม่มีคู่แข่ง”
โอกาสทางการตลาดสูง แต่ประสบการณ์ในการทำไอศกรีมเป็นศูนย์
“เรา 3 คนไม่เคยทำไอศกรีมกันมาก่อนเลย เราเริ่มศึกษาจากสูตรและนำมาผสมผสานกัน ตอนแรกที่ทำไอศกรีมออกมาเป็นช่วงลองผิดลองถูก ได้ไอศกรีมเนื้อสัมผัสไม่ดีเลย ก็แก้กันไปเรื่อย ๆ ตอนทำโปรเจกต์ปริญญาโท นอนตี 3 ตี 4 ทุกวัน เพื่อทำไอศกรีมให้ทุกคนชิม ยิ่งเป็นโจทย์ไอศกรีมสุขภาพ เราก็อยากทำให้ความอร่อยเป็นที่หนึ่งด้วย ก่อนที่จะพรีเซนต์งาน ก็นำไอศกรีมมาให้ทุกคนชิมเพื่อพิสูจน์ว่าไอศกรีมที่เรากำลังจะทำ เน้นความอร่อยด้วยไม่ใช่เรื่องของสุขภาพอย่างเดียว”
คุณรตีกล่าวว่าโดยปกติ ส่วนประกอบสำคัญของไอศกรีมคือนมวัวและวิปครีม แต่สำหรับไอศกรีมจากพืชที่ทีม Molly Ally คิดสูตรขึ้นนั้นไม่ใช้นมวัวเลย แต่ใช้พืชธรรมชาติ เช่น นมโอ๊ต นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง สำหรับวิปครีมทำจากโคโนนัทออยล์และถั่วเหลือง
ผลงานโปรเจกต์ปริญญาโทของทั้งสามคนได้เข้าร่วมประกวดในโครงการ New Venture Championship ในประเทศไทย ก่อนที่จะได้รับคัดเลือกให้ไปประกวดต่อที่รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเวลานั้นมีทีมเข้าแข่งขันจาก 75 ประเทศทั่วโลก และทีม Molly Ally สามารถคว้ารางวัล New Venture Championship 2021 มาได้พร้อมกับเงินรางวัล ซึ่งทั้งสามคนได้นำเงินก้อนนี้มาลงทุนตั้งต้นทำธุรกิจ

Molly Ally ไม่ใช้นมวัวและใช้พืชธรรมชาติแทน
CU Innovation Hub ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์
ทีม Molly Ally คิดค้นสูตรไอศกรีมจากพืชที่ตอบโจทย์สุขภาพและรสชาติดี แต่ก็ยังมีจุดอ่อน (pain point) คือ เนื้อสัมผัสหยาบ เกิดผลึกน้ำแข็ง และเก็บไว้ไม่ได้นาน คุณรตีและเพื่อนผู้ก่อตั้งแบรนด์จึงเข้ามาขอคำแนะนำจาก CU Innovation Hub หรือศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ประโยชน์สังคมส่วนรวม

กระบวนการ Emulsify Integrated System ทำให้ได้ไอศกรีมเนื้อเนียน ไม่มีเกล็ดน้ำแข็ง
“เราได้อาจารย์จาก CU Innovation Hub ช่วยแนะนำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราได้เล่าวิธีทำไอศกรีมและเจอปัญหาอะไรบ้าง อะไรที่ทำแล้วดี และอะไรที่ทำแล้วไม่ดี จะแก้ไขปัญหาอย่างไร อาจารย์เลยแนะนำกระบวนการ Emulsify Integrated System และให้ลองไปศึกษาตลาดดูว่ามีใครทำเทคโนโลยีนี้หรือยัง เราไปศึกษาและพบว่ายังไม่มีใครทำก็เลยใช้กระบวนการนี้มาผลิตไอศกรีมของเรา”
Emulsify Integrated System เป็นการควบคุมแรงดัน อุณหภูมิ และเวลาในกระบวนการ homogenization (การทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน) และ pasteurization (การพาสเจอไรซ์) ทำให้เนื้อไอศกรีมมีความเรียบเนียน ไม่เกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ช่วยยืดอายุไอศกรีมจากพืชให้คงคุณภาพได้นาน 12-15 เดือนโดยไม่ใช้สารกันเสีย
นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว CU Innovation Hub ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิตด้วย
“จากเดิมไอศกรีมใช้ระบบผลิตแบบแมนนวล (manual) ผลิตได้เพียง 700 ถ้วยต่อวัน และมีความคลาดเคลื่อนจาก human error ตอนนี้ ไอศกรีม Molly Ally พัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติ (Automated Emulsify System) สามารถเพิ่มกำลังการผลิต 5 เท่า ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อน ควบคุมคุณภาพได้แม่นยำ ทำให้พร้อมต่อการขยายกำลังผลิตและรองรับ OEM และการส่งออก”
สื่อสารการตลาด เน้นสุขภาพคู่ความอร่อย
สินค้าดีแล้ว การสื่อสารการตลาดก็ต้องดีด้วย คุณรตีเผย “เส้นทางสู่ทางสำเร็จ” ในการสร้างแบรนด์ว่า “เวทีการนำเสนอผลงาน การได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ และการออกร้านตามงานอีเวนต์เป็นช่องทางที่ทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จัก” พร้อมกันนั้น คุณรตียกตัวอย่างสื่อที่ให้ความสนใจและสัมภาษณ์ทีม Molly Ally “รายการ Shark Tank ซีซัน 3 ที่เราทำแผนธุรกิจไปนำเสนอเพื่อขอเงินลงทุน รายการนำแบรนด์ของเราไปลงในโซเซียลมีเดีย ตอนนั้นเรามีร้านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีลูกค้ามารอที่หน้าร้านเพื่อจะซื้อไอศกรีม เพราะรู้จักจากรายการ Shark Tank”
อย่างไรก็ตาม “ไอศกรีมเพื่อสุขภาพ” ยังมีข้อท้าทายสำคัญ — รสชาติความอร่อย
“หลายคนจะมองว่าไอศกรีมเพื่อสุขภาพจะอร่อยหรือ เรื่องนี้เป็นอุปสรรคที่เราต้องก้าวผ่านให้ได้ เราต้องสื่อสารตลอดว่าไอศกรีมของเราไม่ได้ดีแค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่รสชาติอร่อยเทียบเท่ากับไอศกรีมปกติ เราพยายามออกอีเวนต์และงานจัดเลี้ยงเพื่อให้ทุกคนได้ชิมและกลับมาซื้ออีกรอบ”
กลยุทธ์การขาย B2C และ B2B
Molly Ally วางกลยุทธ์การขาย โดยแบ่งเป็นการขายแบบ B2C (Business to Customer) 80% และขายแบบ B2B (Business to Business) 20%

ในส่วนการขายแบบ B2C ทางบริษัท Molly Ally มีสาขาอยู่ที่เดอะเซอร์เคิล, เอ็มควอเทียร์, พาร์ค สีลม โรงพยาบาลพระราม 9 โดยที่หน้าร้านมีไอศกรีมหลายรสชาติให้ลูกค้าเลือกอร่อย เช่น Caramel Cookie Milk Shake (153 แคลลอรี), Lemon Pie (160 แคลลอรี), Madagascar Vanilla Macadamia (160 แคลลอรี) ในราคาถ้วยละ 89 บาท
สำหรับรูปแบบ B2B เป็นการขายตามร้านอาหารประเภทสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีโปรเจกต์ collab กับแบรนด์สุขภาพอื่นด้วย
“ร้านอาหารสุขภาพร้านใดอยากจะมีไอศกรีมรสชาติของตัวเอง เราก็มีโปรเจกต์ customize รสชาติพิเศษให้ เป็นการ collab กับแบรนด์เรา และเราจะช่วยโปรโมท ลงโซเซียลมีเดียให้ด้วย แบรนด์เรามีคนรู้จักว่าเป็นแบรนด์ไอศกรีมเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว ร้านอาหารอยากได้กลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ ก็อยากให้แบรนด์ Molly Ally เป็นตัวชูว่าของร้านเขามีของที่เสิร์ฟให้กับคนรักสุขภาพด้วย”
คุณรตีเผยว่าโปรเจกต์ collab แบบนี้มีเข้ามาเรื่อย ๆ ทุกเดือน “เราเลยทำรสชาติไอศกรีมเก็บไว้ ตอนนี้ก็ได้ราว ๆ 40 รสชาติแล้ว แต่จะหมุนเวียนกันไป ไม่ได้ขายทุกรสชาติตลอดเวลา”

ไอศกรีม Molly Ally รสชาติพิเศษ ที่จัดทำในงานอีเว้นต์
Startup ด้วยหัวใจ
สำหรับคุณรตี การมีธุรกิจของตัวเองเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวและคนรอบตัวล้วนอยู่ในแวดวงธุรกิจ “ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น มัธยมปลาย เราไปช่วยที่บ้านขายของ ตอนเรียนที่จุฬาฯ ก็สมัครบริษัทจำลองของจุฬาฯ ได้เรียนรู้มุมมองต่าง ๆ จากคนทำธุรกิจ ทำให้เราตั้งใจว่าวันหนึ่งเราจะมีธุรกิจของตัวเองบ้าง”
เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คนก็มีความฝันไม่ต่างกัน คุณรตีกล่าวถึงแนวทางการทำธุรกิจ Startup ว่า “ตอนที่เรียนปริญญาโทและเริ่มทำธุรกิจ พวกเราเริ่มจากการทำแผนธุรกิจ หา pain point ว่าคืออะไร ลูกค้าคือใคร แนวทางกลยุทธ์เป็นอย่างไร ผู้ที่อยากทำธุรกิจ startup อยากแนะนำให้ศึกษาเรื่องแผนธุรกิจก่อน เราคิดกันมาเรียบร้อยแล้ว เราแก้กันหลายรอบจนกว่าจะเกิดธุรกิจได้ จะได้ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานเมื่อทำธุรกิจจริง”
ผู้ก่อตั้ง Molly Ally แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารแบรนด์ตามความถนัด คุณรตีดูแลเรื่องการเงิน การปฏิบัติงานหน้าร้านและการขาย คุณกานต์ชนิตดูเรื่องการตลาดและแบรนด์ ส่วนคุณโชติดูแลเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการปฏิบัติงานในออฟฟิศ
“การทำธุรกิจ startup เกี่ยวกับอาหารเป็นเรื่องอ่อนไหว ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพก็เป็นเรื่องอ่อนไหวยิ่งไปอีก หลายคนเวลาแพ้อะไรแล้วแพ้หนักมาก สิ่งที่ท้าทายคือต้องฝึกพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจด้านโภชนการอาหาร ถ้าเราแจ้งอะไรผิดขึ้นมา จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้”
สุดท้ายนี้ ทีมผู้ก่อตั้ง Molly Ally กล่าวว่า “เราตั้งใจทำไอศกรีมจริง ๆ ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด ไม่ใส่สารกันบูด เราตั้งใจทำให้คนที่เรารักกินอยู่แล้ว และอยากส่งต่อของดีไปให้คนอื่นได้รับรู้”
ไอศกรีม plant-based เพื่อสุขภาพ Molly Ally ไม่เพียงส่งความสุขให้ผู้บริโภค แต่ยังคืนความสุขกลับให้เจ้าของแบรนด์ด้วย
“เวลาเรารู้สึกท้อ แค่มาสาขาหรือออฟฟิศ ก็ได้กำลังใจกลับมาแล้ว เราได้คุยกับลูกค้าหน้าร้านว่าไอศกรีมเรามีความสำคัญอย่างไร ลูกค้าบางคนติดตามเราตั้งแต่สมัยที่แบรนด์เพิ่งก่อตั้งและได้รับรางวัล ซื้อตั้งแต่มี 3 รสชาติแรก และติดตามซื้อเวลามีสาขาเพิ่ม พอได้คุยก็รู้สึกว่ามีกำลังใจที่จะทำแบรนด์ต่อไป ไม่อย่างนั้นเขาจะกินอะไรหลังจากนี้” คุณรตีกล่าว







