รู้จักจุฬาฯ
การบริหาร
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย
Green University
Sustainability
ติดต่อจุฬาฯ
บริจาคให้จุฬาฯ
หลักสูตร
การสมัครเข้าศึกษา
หน่วยงานการศึกษา
บริการนิสิต
บริการวิชาการ
บริการทางการแพทย์
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
สารสนเทศและการสื่อสาร
พื้นที่สร้างสรรค์
ข่าวสารและความเคลื่อนไหว
วารสารจุฬาฯ
สาระความรู้
Highlights
26 กุมภาพันธ์ 2569
ชวนก้าวสู่ “รั้วจามจุรี” เรียนรู้เรื่องราวประวัติและพัฒนาการการอุดมศึกษาของชาติ การก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุฬาฯ ผ่านสื่อนิทรรศการ วัตถุพิพิธภัณฑ์ และภาพถ่ายเก่าทรงคุณค่า ณ ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น โดดเด่นด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแปลกตา อายุกว่า 90 ปี ได้รับการประกาศให้เป็นโบราณสถานของชาติ บานประตูไม้สักสีแดง เปิดต้อนรับผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เชิญมาเรียนรู้และภาคภูมิใจใน “เกียรติภูมิจุฬาฯ” ร่วมกัน
ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีลมหายใจ” ที่ได้เก็บบันทึกเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชาติไว้ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งสอดแทรกอยู่ทุกอณูภายในรั้วจามจุรีสีชมพูแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งและบรรยากาศแวดล้อม อาคารสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมรดกทางศิลปสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยาก แหล่งเรียนรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่หลายแห่ง เรื่องราวที่ถูกบันทึกอยู่ในตัวผู้คนซึ่งเคยใช้สถานที่แห่งนี้ในช่วงชีวิตที่เป็น “นิสิตจุฬาฯ” รุ่นแล้วรุ่นเล่า ภายใต้บริบทต่าง ๆ ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนสิ่งของและภาพถ่ายเก่า เอกสารหลักฐานทรงคุณค่าที่ถูกบันทึกและเก็บรักษาไว้และค่อย ๆ สะท้อนเรื่องราวเกียรติภูมิแห่งจุฬาฯ สื่อสารสร้างการรับรู้ให้ผู้สนใจที่ผ่านไปผ่านมาในพื้นที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงามใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้
นับจากวันสถาปนาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าศตวรรษ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถานอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ได้รับการรวบรวมและจัดแสดงไว้ ณ “ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติจุฬาฯ”
อาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล เป็นอาคารเก่าแก่ถือเป็น “โบราณสถานแห่งหนึ่งของชาติ” เดิมสร้างขึ้นเป็น “สโมสรสถาน (Clubhouse) สำหรับนิสิตและคณาจารย์” ในยุคแรกของการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ของนิสิต ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ดำเนินงานโดยหน่วยงานที่มีชื่อว่า “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในรั้วจุฬาฯ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เผยแพร่เกียรติภูมิจุฬาฯ บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม ผ่านสื่อนิทรรศการและการจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่หาชมได้ยาก
“ตึกจักรพงษ์” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือที่เรียกว่า “อาคารอนุรักษ์” ที่มีกระจายอยู่หลายอาคารในพื้นที่จุฬาฯ ซึ่งเมื่อนับอายุตั้งแต่เมื่อแรกเปิดใช้พื้นที่ อาคารหลายหลังมีอายุเกิน 90 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “โบราณสถาน” โดยกรมศิลปากรแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ทำนุบำรุงรักษาให้คงสภาพความสวยงามด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และมีการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะสมกับแต่ละยุคสมัย ดังเช่น “ตึกจักรพงษ์” ที่ได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น “สโมสรสถาน” ของคณาจารย์และนิสิต เริ่มเปิดใช้อาคารเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ในยุคต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของ “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (สจม.) และต่อมาได้มีการปรับปรุงพื้นที่ใช้ประโยชน์ภายในอาคารหลังนี้ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ในปัจจุบัน
นางสาวพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเข้าไปชมภายในอาคาร พร้อมกล่าวว่า “หากมองเพียงภายนอกจะเห็นว่าตึกจักรพงษ์เป็นอาคารสไตล์ไทยผสมฝรั่ง ประตู-หน้าต่างบานไม้สีแดงตัดกับอาคารคอนกรีตสีขาวนวลดูสวย คลาสสิก หรือจะมองว่าดูทึบ-โบราณ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ด้านในจะพบกับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการในลักษณะบอร์ดอินโฟกราฟิกนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ผสมผสานด้วยภาพถ่ายเก่า พร้อมการจัดแสดงสิ่งของทรงคุณค่าหาชมยากที่วางอยู่ตามห้องต่าง ๆ ชั้น 2 เป็นห้องโถงใหญ่ พื้นไม้ หน้าต่างกระจก มองเห็นทิวต้นไม้และแสงธรรมชาติด้านนอกรวมกับแสงไฟสีเหลืองนาลที่ส่องสว่างภายในให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนเดินอยู่ในบ้านยุคเก่า”
“ด้วยเหตุผลด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอาคารแบบทรงไทยประยุกต์ ผนวกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์อาคารให้เหมาะสมกับยุคสมัย มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม มองจากภายนอกเหมือนว่าประตู–หน้าต่างบานไม้แบบดั้งเดิมปิดอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนผนังด้านในเป็นบอร์ดนิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ทำให้หลายคนที่ผ่านไปผ่านมาไม่สามารถมองเห็นภายในอาคารได้ชัดเจนนักจนอาจเข้าใจว่า “ตึกจักรพงษ์” ปิดอยู่ตลอดเวลา และไม่ทราบว่าทุกคนสามารถเอื้อมมือไปเปิดประตูครึ่งไม้สักครึ่งกระจกรูปทรงย้อนยุคบานใหญ่นั้น…ท่านก็จะได้เดินชมนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย พร้อมทั้งได้ชมวัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าของจุฬาฯ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการแบ่งเป็นห้องย่อย ๆ ตามเรื่องราวต่าง ๆ 4 โซนจัดแสดงมีทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวรที่จัดแสดงเต็มพื้นที่ทั้ง 2 ชั้นของอาคาร เปิดต้อนรับผู้สนใจทุกท่านเข้าชมได้ในวันเวลาราชการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย”
“พื้นที่นี้เป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์สิ่งทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในความดูแลของหอประวัติจุฬาฯ จึงเรียกได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นโชว์รูม เป็นแหล่งเผยแพร่ประวัติและพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้ พร้อมให้ทุกท่านได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับการกำเนิดสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ย้อนไปตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานการศึกษาให้แก่ประชาชนและพระราชปรารถนาในการตั้ง UNIVERSITY ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงให้มีขึ้นในชาติบ้านเมืองเพื่อมุ่งหวังให้ได้ใช้ความรู้รักษา และสร้างความเจริญให้ประเทศชาติได้ในอนาคต เรื่อยมาจนได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตลอดจนเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับจุฬาฯ ในกาลต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ที่นำเสนอผ่านนิทรรศการถาวร นิทรรศการหมุนเวียน และเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ที่จะทำให้ได้รับรู้และภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน”
ปัจจุบันนี้ ตึกจักรพงษ์เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและบอกเล่าประวัติศาสตร์ตามเรื่องราวที่นำเสนอผ่านนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่จัดแสดงอยู่ภายใน แต่อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีเอกลักษณ์ด้วยปูนปั้นรูปจักรและกระบอง “ตราสัญลักษณ์ประจำราชสกุลจักรพงษ์” อยู่ตรงหน้าจั่วของอาคาร หน้าต่างบานไม้สีน้ำตาลแดง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดงอิฐ มีมุขระเบียงเสาประดับหัวเม็ดดูเด่นสง่า สถาปัตยกรรมอาคารรูปทรงคลาสสิกแห่งนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกส่วนหนึ่งของเรื่องราวการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ไว้ในเรื่องราวความเป็นมาของอาคารสำคัญหลังนี้อีกด้วย
ย้อนไปเมื่อแรกสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงสองทศวรรษแรก คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์กำลังอยู่ในช่วงการเร่งพัฒนาการจัดการมหาวิทยาลัยให้สมบูรณ์ได้มาตรฐานสากลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอน เรื่องความเป็นอยู่ของนิสิตและคณาจารย์หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้มีบทบาทสำคัญและมีคุณาปการต่อการพัฒนาการบริหารจัดการ และการจัดการเรียนการสอนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก คือ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ครั้งหนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหราชอาณาจักร เพื่อทรงสำรวจว่าจะทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยใด พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งตามเสด็จฯ ด้วยได้กราบทูลว่า “ต้องการช่วยเหลืออาจารย์และนิสิตจุฬาฯ แต่ไม่ทราบว่าจะทรงช่วยอะไรได้บ้าง” สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงพระราชทานคำแนะนำว่าควรสร้าง “สโมสรสถาน” ให้อาจารย์และนิสิตใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์และเล่นกีฬาในร่ม เพราะช่วงเวลานั้น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังไม่มีอาคารที่เหมาะสมเพื่อใช้ทำกิจกรรมดังกล่าว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทรงเห็นว่ามีสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2465 และใช้เรือนไม้สองชั้นใกล้กับบริเวณหอพักนิสิตเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ประทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 20,000 บาท ให้ทางมหาวิทยาลัยใช้จัดสร้างอาคารถาวรเป็นสโมสรสถานสำหรับนิสิตและคณาจารย์พร้อมประทานชื่ออาคารว่า “ตึกจักรพงษ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบิดาของพระองค์ ไปในคราวเดียวกัน พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสด็จมาทำพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476
ตึกจักรพงษ์ได้รับการออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) และหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสองชั้น มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านทิศเหนือมีมุขโถง ชั้นบนเป็นชานมีลูกมะหวดรอบ ตรงกลางอาคารเป็นห้องโถงใหญ่ มีบันไดไม้สักขึ้นไปชั้นสองของอาคาร หลังคาจั่วไม้สองตับ มีกันสาดรอบ รองรับด้วยคันทวยคอนกรีต มุงกระเบื้องเกร็ดเต่าแบบไทย ลดมุขด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ที่หน้าบันประดับตรา “จักรและกระบอง” อันเป็นตราประจำพระองค์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ตัวอาคารตกแต่งไม่มาก เน้นมุมอาคารและแนวเสาด้วยเสาเก็จ (Pillaster) มีลักษณะเป็นเสาแบนสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นนูนออกจากผนังเพียงเล็กน้อยเป็นเสาย่อมุมสูงสองชั้นตัดกับเส้นลวดบัวที่ฐานอาคาร ช่องเปิดประตูหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ เน้นมุขโถงทางเข้าอาคารเป็นพิเศษด้วยเสาย่อมุมที่ยอดบนสุดตรงชานชั้นสองตกแต่งเป็นหัวเม็ด มีลูกมะหวดกันตกแบบไทยประยุกต์
ในปี พ.ศ. 2496 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกิจการของมหาวิทยาลัยอีกครั้งทรงเห็นว่าตึกจักรพงษ์เริ่มคับแคบ พื้นที่ทำกิจกรรมไม่เพียงพอสำหรับนิสิตเกือบ 3,000 คนในสมัยนั้น จึงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรณะและต่อเติมอาคารออกไปทางทิศใต้เพื่อให้มีพื้นที่รองรับนิสิตเข้ามาทำกิจกรรมได้มากขึ้น ทำให้ผังอาคารเปลี่ยนไปเป็นอาคารตรีมุข โดยยังคงลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ไว้ดังเดิม มุขอาคารส่วนที่ต่อเติมนี้ ชั้นบนเป็นที่ทำการชมรมแสงและเสียง สโมสรนิสิตจุฬาฯ ซึ่งได้ริเริ่มตั้งสถานีวิทยุขึ้นในปีพ.ศ. 2501 อันเป็นจุดกำเนิดของสถานีวิทยุจุฬาฯ ในเวลาต่อมา
นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ตึกจักรพงษ์” ได้กลายเป็นสถานที่พบปะทำกิจกรรม นิสิตจากทุกคณะมารวมตัวใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำกิจกรรมตามความสนใจในชมรมต่าง ๆ ของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) บางครั้งใช้เป็นสถานที่นอนค้างคืนของเหล่านิสิตนักกิจกรรมหลาย ๆ รุ่น ที่อยู่ทำงานทำกิจกรรมกันจนดึกดื่นไม่ยอมกลับหอพัก เมื่อถึงปี พ.ศ. 2528 ด้วยจำนวนนิสิตและจำนวนชมรมที่มากขึ้น พื้นที่ในอาคารไม่เพียงพอในการทำกิจกรรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้จัดสร้างอาคารใหม่ เพื่อเป็นที่ตั้งของชมรมต่างๆ ในสังกัดสโมสรนิสิตจุฬาฯ และได้ปรับปรุง “ตึกจักรพงษ์” ให้เป็นที่ตั้งของ “หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จนถึงปัจจุบัน
ล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 กรมศิลปากร ประกาศให้ “ตึกจักรพงษ์” เป็น “โบราณสถาน” พร้อมกับอาคารสำคัญของมหาวิทยาลัยอีก 3 อาคาร คือ “อาคารมหาจุฬาลงกรณ์” (อาคารอักษรศาสตร์ 1) คณะอักษรศาสตร์ “อาคารหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “ตึกขาว” (อาคารชีววิทยา1) คณะวิทยาศาสตร์
คุณพิมพ์พิศาเล่าบรรยากาศในอดีตว่า “จากการรับฟังคำบอกเล่าของอาจารย์ผู้ใหญ่และจากภาพถ่ายเก่าของจุฬาฯ ทำให้ทราบว่าสมัยแรกสร้าง ในตึกนี้มีโต๊ะบิลเลียดอยู่ตรงโถงชั้นล่าง มีห้องกินดื่มสำหรับคณาจารย์และนิสิตมาพักผ่อนหย่อนใจ เวลาต่อมาได้ใช้เป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) เคยมีแผ่นป้ายทำด้วยไม้เขียนตัวอักษรสีขาวพร้อมสัญลักษณ์พระเกี้ยวติดอยู่หน้าตึก พื้นที่ด้านในอาคารทั้ง 2 ชั้น ถูกจัดสรรเป็นห้องชมรมต่างๆ เช่น ชมรมดนตรีสากล (อยู่ชั้นล่าง) ชมรมดนตรีไทย (อยู่ชั้นบน) และมีชมรมอื่นๆ อีก เช่น ชมรมแสงเสียง พื้นที่สำนักงานของสโมสรนิสิตฝ่ายต่างๆ ก็อยู่ด้วยกันในตึกเดียวทั้งหมด…นิสิตเก่าจุฬาฯ ในยุคก่อนๆ โดยเฉาะนิสิตนักกิจกรรมที่เคยใช้ “ตึกจักรพงษ์” เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมชมรม ในช่วงเวลา 4 ปีที่เป็นนิสิตจึงรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก ปัจจุบันนี้เมื่อพี่ ๆ นิสิตเก่าเหล่านั้นมีโอกาสได้กลับมาในรั้วจุฬาฯ ครั้งใดก็ตาม มักจะนัดหมายมาเจอกันที่ “ตึก สจม.” (สโมสรนิสิตจุฬาฯ) อันหมายถึง “ตึกจักรพงษ์’ แห่งนี้ก่อนเสมอ บางครั้งก็ชวนกันเดินมาเป็นกลุ่ม ขึ้นไปนั่งเล่น พูดคุยรำลึกความหลังกันในมุมห้องนิทรรศการ มุมใดมุมหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมชมรม ที่กิน ที่นอนของพี่ๆ สมัยเป็นนิสิต”
ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของจุฬาฯ ร่วมกัน ด้วยการเข้าชมนิทรรศการต่าง ๆ ภาพถ่ายเก่าและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า ณ อาคารจักรพงษ์ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08:30 – 16:30 น.และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทาง Social Media ทั้ง 4 ช่องทาง คือ Facebook: หอประวัติจุฬาฯ / Youtube: CU.Memorial Hall-หอประวัติจุฬาฯ / Instagram: Chulamemorialhall / Tiktok: หอประวัติจุฬาฯ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2187099 และ 02-2187098
“แรร์เอิร์ธ” สมบัติล้ำค่าใต้พิภพที่โลกจับตา แหล่งพลังงานยุคใหม่ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย
จากอวนประมงสู่เส้นฟิลาเมนต์ นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
“แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34” โพรไบโอติกประจำถิ่น ลดการอักเสบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน
Silklife นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล
ข้อเข่าเสื่อม โรคฮิตในผู้สูงอายุ รักษาได้ด้วยยาและการผ่าตัด
จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม
รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้ รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง รายละเอียดคุกกี้
ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก รายละเอียดคุกกี้