รู้จักจุฬาฯ
การบริหาร
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย
Green University
Sustainability
ติดต่อจุฬาฯ
บริจาคให้จุฬาฯ
หลักสูตร
การสมัครเข้าศึกษา
หน่วยงานการศึกษา
บริการนิสิต
บริการวิชาการ
บริการทางการแพทย์
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
สารสนเทศและการสื่อสาร
พื้นที่สร้างสรรค์
ข่าวสารและความเคลื่อนไหว
วารสารจุฬาฯ
สาระความรู้
Highlights
7 เมษายน 2569
ผู้เขียน ชินวัตร โพนเมืองหล้า
ผู้เชี่ยวชาญจุฬาฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ “การเคลื่อนย้ายช้างอย่างปลอดภัย” ครอบคลุมการใช้ยาซึม การประเมินสภาพร่างกาย และการจัดการความเครียดของช้าง เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างปฏิบัติงาน พร้อมเสนอแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับช้างในประเทศไทย
ข่าวการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้จากภูหลวง สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก ช้างป่าที่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล ดูปกติและแข็งแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายกลับไปสู่ถิ่นที่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สีดอหูพับเกิดมีอาการชักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของสีดอหูพับเต็มไปด้วยอาหาร – อ้อยและมัน
เกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนย้ายช้างป่า? เหตุใดความพยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพสัตว์กลับสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและนำไปสู่จุดจบของช้างป่าสีดอหูพับได้?
เพียงมีกำลังคนและอุปกรณ์คงไม่พอ นายสัตวแพทย์ ดร.อลงกรณ์ มหรรณพ นิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการรักษาและดูแลช้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี กล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายช้าง” อาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์และบริบทพื้นที่ ประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมการอย่างละเอียดและเป็นระบบ ซึ่งในเรื่องนี้ น.สพ.ดร.อลงกรณ์จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช้างและการเคลื่อนย้ายช้างอย่างถูกต้อง เพื่อที่ว่าโศกนาฏกรรมอย่างที่เกิดกับช้างป่าสีดอหูพับจะไม่เกิดขึ้นอีก
น.สพ.ดร.อลงกรณ์ ให้ความรู้ว่าการให้ยาซึมในช้างเป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน เมื่อได้รับยาซึม กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการควบคุมทางเดินอาหาร หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะหรือหลอดอาหาร โอกาสเกิดการไหลย้อนและสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ช้างอยู่ในท่านอนหรือตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
“การให้ยาซึมไม่ใช่แค่ฉีดยาแล้วจบ แต่ต้องประเมินสภาพร่างกาย เวลาการกินอาหาร และจัดท่าทางให้เหมาะสมตลอดกระบวนการ”
ในกรณีของช้างเลี้ยง การใช้ยาซึมมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงที่ช้างตกมันหรือมีอาการอาละวาด ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากอากาศร้อนจัด ความเครียด หรือแม้แต่การให้อาหารไม่ตรงเวลา น.สพ.ดร.อลงกรณ์อธิบายว่า เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด เพราะช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ การตัดสินใจจึงต้องรวดเร็วและอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบ
โดยทั่วไปช้างที่อาละวาดมักไม่ได้อยู่ในภาวะอดอาหาร แต่กินน้ำและอาหารตามปกติมาก่อน เมื่อจำเป็นต้องให้ยาซึม ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีความกังวลเรื่องการอาเจียน อาจพิจารณาให้ยาป้องกันการอาเจียนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยพบว่าช้างมีการอาเจียนหรือสำรอกอาหารออกมาเหมือนสัตว์บางชนิด
สำหรับประเด็นเรื่อง “ภาวะสำลักอาหาร” ระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ หากมีการเตรียมการอย่างเหมาะสม หลังจากให้ยาสลบหรือยาซึมจนช้างอยู่นิ่งแล้ว ทีมงานจะฉีดยาใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้หรือโคนขาหน้าใกล้ลำคอ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดและช่วยยับยั้งการอาเจียนโดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ไม่รู้สึกตัว“สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงอาหารในกระเพาะ แต่คือน้ำลายที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเข้าสู่ปอดอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลภาคสนามที่เคยประสบมา ยังไม่พบกรณีภาวะแทรกซ้อนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง” น.สพ.ดร.อลงกรณ์กล่าว
น.สพ.ดร.อลงกรณ์ชี้ว่าการใช้ยาซึมในช้างมีผลต่อความปลอดภัยของช้าง ซึ่งต้องประเมินเป็นรายตัว เพราะช้างแต่ละเชือกมีความแตกต่างกัน ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ อายุและสภาพร่างกายของช้าง ระดับความเครียดก่อนการจับ สภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงาน และประสบการณ์ของทีมสัตวแพทย์ ช้างแต่ละตัวตอบสนองต่อยาซึมไม่เท่ากัน บางตัวออกฤทธิ์เร็ว บางตัวช้า บางตัวมีความไวต่อยา ดังนั้นการคำนวณปริมาณยาและการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
จุดสังเกตสำคัญคือพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของช้าง ยกตัวอย่างว่าใบหูของช้างมีบทบาทสำคัญในการระบายความร้อน หากใบหูยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ไม่ตก ไม่ห้อยผิดปกติ และช้างไม่แสดงอาการซึมหรือง่วงผิดธรรมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการแกว่งหาง หากยังแกว่งไปมาตามจังหวะปกติ แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังทำงานได้ตามปกติ
ในด้านสัญญาณชีพ อัตราการหายใจของช้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4–10 ครั้งต่อนาที ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 25–30 ครั้งต่อนาที สำหรับช้างเลี้ยงสามารถคลำชีพจรบริเวณด้านหลังใบหูได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในกรณีของช้างป่า การเข้าถึงตัวเพื่อตรวจวัดจะทำได้ยากกว่า ต้องอาศัยความระมัดระวังและประสบการณ์สูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ให้ยาซึม
อุณหภูมิร่างกายปกติของช้างจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับมนุษย์ วิธีประเมินเบื้องต้นสามารถใช้ฝ่ามือสัมผัสบริเวณด้านข้างลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี หากรู้สึกร้อนจัดกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของไข้หรือความผิดปกติภายในร่างกาย
ในกรณีช้างป่า เมื่อมีการให้ยาซึมแล้ว ทีมสัตวแพทย์จะต้องเข้าใกล้ตัวช้างให้มากที่สุด เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ การหายใจและชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาณชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ระดับความเครียดของช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติงาน ช้างที่เผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก ถูกไล่ต้อน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มักมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจ เมื่อช้างอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือหวาดระแวง การตอบสนองของร่างกายจะรุนแรงกว่าปกติ หากต้องมีการใช้ยาซึมในช่วงเวลาดังกล่าว ความเครียดที่สะสมอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติได้
จากประสบการณ์ทำงานภาคสนาม น.สพ.ดร.อลงกรณ์อธิบายว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดีและรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ไว หากสถานการณ์รอบตัววุ่นวาย เสียงดัง หรือมีคนจำนวนมาก ความตื่นตระหนกจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งยิ่งทำให้การควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น
“ก่อนจะทำอะไรกับช้าง เราต้องทำให้เขาสงบก่อน ลดความตื่นตกใจให้มากที่สุด เพราะถ้าเขาเครียด ทุกอย่างจะเสี่ยงขึ้นทันที ดังนั้นการวางแผนการจับหรือเคลื่อนย้ายที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมอุปกรณ์หรือทีมสัตวแพทย์เท่านั้น แต่ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ลดสิ่งกระตุ้น และทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช้างอยู่ในภาวะ ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการใด ๆ”
การเคลื่อนย้ายช้าง โดยเฉพาะในระยะทางไกล ไม่ใช่เพียงการนำขึ้นรถบรรทุกแล้วออกเดินทางทันที แต่เป็นกระบวนการที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพก่อนเคลื่อนย้าย การประเมินสภาพร่างกายและอารมณ์ของช้าง การคำนวณการใช้ยา (หากจำเป็น) ไปจนถึงการกำหนดเส้นทางและระยะเวลาเดินทางให้เหมาะสม
น.สพ.ดร.อลงกรณ์ให้ข้อมูลว่าสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างทาง การจัดการจะทำได้ยากกว่าสัตว์ขนาดเล็กมาก ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมอุปกรณ์พยุงชีพ และจัดทีมเฝ้าติดตามอาการตลอดการเดินทางอย่างใกล้ชิด
“ช้างตัวหนึ่งหนักหลายตัน ถ้ามีอะไรผิดพลาดกลางทาง การแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง”
ในอนาคต เทคโนโลยีติดตามสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อช่วยให้ทีมสัตวแพทย์ประเมินความผิดปกติได้รวดเร็วและลดความเสี่ยงระหว่างการเคลื่อนย้าย การใช้ “กรงล่อ” โดยไม่พึ่งพายาซึมเป็นวิธีที่สามารถทำได้จริง และถือว่าเป็นแนวทางที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยเฉพาะในกรณีช้างป่า หลักการคือกำหนดพื้นที่ควบคุมอย่างชัดเจน อาจใช้รั้วไฟฟ้ามาตรฐานล้อมรอบ และสร้างกรงดักที่มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวช้างประมาณ 1–1.5 เท่า (ไม่ควรเกิน 2 เท่า) เพื่อให้ช้างรู้สึกไม่อึดอัดจนเกินไป กระบวนการสำคัญคือการสร้างความคุ้นเคยโดยใช้อาหารเป็นตัวล่อ หากเป็นไปได้ควรมีช้างบ้าน 1–2 เชือก เข้าไปเป็น “เพื่อน” เพื่อสร้างความไว้วางใจ ค่อย ๆ วางอาหารใกล้ประตูกรง และขยับเข้าไปด้านในทีละน้อยทุกวัน ให้ช้างเดินเข้าออกจนเกิดความเคยชิน โดยยังไม่ปิดประตูทันที ซึ่งวิธีการนี้เคยทำสำเร็จมาแล้วจากกรณีการจับช้างที่จังหวัดตราด ซึ่งมีการใช้ยาสลบร่วมกับยากล่อมประสาทในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและการหายใจ จากนั้นใช้ช้างเลี้ยง 2–3 เชือก โดยมักเป็นช้างเพศเมีย และอาจมีช้างเพศผู้ร่วมด้วยอีก 1 เชือก เข้าประกบเพื่อช่วยควบคุมและพยุงตัวช้างป่าระหว่างการขึ้นรถบรรทุก
อีกปัจจัยสำคัญคือ “คน” ช้างเป็นสัตว์ที่จดจำกลิ่นได้ดี หากใช้เจ้าหน้าที่คนเดิมที่เคยดูแลหรือคลุกคลีกับช้างตัวนั้นมาก่อน ช้างจะมีแนวโน้มยอมรับและเชื่อฟังมากกว่า เมื่อช้างเข้าไปในกรงและอยู่ในสภาพสงบแล้วจึงค่อยพิจารณาให้ยาซึมในระดับอ่อน หรือหากจำเป็นต้องใช้ยาสลบก็จะลดขนาดยาลง เพื่อให้ช้างยังคงยืนได้ในท่าปกติ จากนั้นจึงใช้เครนยกขึ้นรถบรรทุกเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่
“ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกกรณี ต้องดูสถานการณ์ ดูนิสัยของช้างแต่ละเชือก แล้วเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด”
น.สพ.ดร.อลงกรณ์กล่าวว่าโดยทั่วไปการเคลื่อนย้ายช้างเลี้ยงมักไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ่อยนัก แต่ในกรณีช้างป่าที่ต้องวางยาสลบและขนย้าย ความเสี่ยงจะสูงกว่าและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก
หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญคือการล้มผิดท่า โดยเฉพาะการล้มคว่ำหน้า หากอกกระแทกพื้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากโครงสร้างทางสรีรวิทยาของช้างแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ปอดของช้างยึดติดกับผนังทรวงอก การขยายตัวจึงพึ่งพาการเคลื่อนไหวของซี่โครงเป็นหลัก หากช้างที่ถูกวางยานอนคว่ำ การทำงานของปอดจะถูกรบกวนทันที เสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลวและช็อกเสียชีวิต ดังนั้นโดยธรรมชาติ ช้างควรนอนตะแคง โดยเฉพาะตะแคงซ้าย
ในขั้นตอนขนย้าย รถบรรทุกจะต้องเตรียมพื้นด้วยหญ้าแห้งหรือดินแห้งเพื่อลดการลื่นไถล และกั้นพื้นที่ด้วยท่อนไม้เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว ระหว่างเดินทางควรใช้ความเร็วปานกลาง และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าช้างเริ่มย่อตัวหรือมีสัญญาณผิดปกติ ต้องรีบให้ยาแก้ฤทธิ์ผ่านเส้นเลือดดำบริเวณหลังใบหูทันที
น.สพ.ดร.อลงกรณ์ให้ข้อมูลเรื่องจำนวนช้างในประเทศไทยว่าเมื่อราวปี 2518 ประเทศไทยมีช้างเลี้ยงประมาณ 800 เชือก และช้างป่าราว 800–1,000 ตัว ขณะนั้นอัตราการตายสูงและจำนวนช้างป่าลดลงต่อเนื่องจากการล่าและการบุกรุกพื้นที่ป่า ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างจริงจัง รวมถึงการทำงาน เชิงรุกของสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทำให้สถานการณ์ค่อย ๆ ดีขึ้น ปัจจุบันคาดว่าช้างป่ามีประมาณ 3,000–4,000 ตัว และช้างเลี้ยงมากกว่า 4,500 เชือก
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือพื้นที่กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเริ่มจากช้างป่าเพียง 33 ตัว ก่อนพัฒนาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีช้างเพิ่มขึ้นราว 300 ตัว จากแนวทางจัดการพื้นที่และการมีส่วนร่วมของชุมชนตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และลดความขัดแย้งระหว่างคนและช้างได้อย่างชัดเจน
สำหรับพื้นที่ที่มีช้างป่าจำนวนมาก ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา และผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง) ซึ่งบางแห่งมีช้างอยู่หลักหลายร้อยตัว น.สพ.ดร.อลงกรณ์เสนอว่าควรบริหารจัดการนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม เพราะป่าคือบ้านของสัตว์ป่า การใช้พื้นที่อย่างพอดีจะช่วยให้สัตว์ดำรงชีวิตตามธรรมชาติได้อย่างสงบ
ในกรณีประชาชนพบช้างป่าเข้ามาใกล้ชุมชน ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่ทันที ไม่ควรเข้าใกล้หรือพยายามไล่เอง เพราะช้างอาจมองว่าเป็นภัยคุกคามและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ปัจจุบันหลายพื้นที่มีอาสาสมัครและทีมผลักดันช้างที่ผ่านการฝึกเฉพาะทาง ซึ่งสามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยกว่าประชาชนทั่วไป
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการทำความเข้าใจ “บริบทของพื้นที่” และธรรมชาติของช้างในแต่ละผืนป่า เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง หรือพื้นที่อื่น ๆ แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศ พฤติกรรมสัตว์ และความคุ้นเคยกับมนุษย์ สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่าจึงควรลงพื้นที่ คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และเรียนรู้พฤติกรรมของช้างในพื้นที่นั้นอย่างจริงจัง
น.สพ.ดร.อลงกรณ์ย้ำว่าช้างมองมนุษย์เป็นภัยคุกคามโดยธรรมชาติ เมื่อเผชิญหน้าอาจแสดงพฤติกรรมป้องกันตัวรุนแรงได้ ดังนั้นการสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจจึงเป็นหัวใจสำคัญ ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดี โดยเฉพาะการจดจำกลิ่นและเสียง หากสัตวแพทย์ทำงานในพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่อง สัตว์จะเริ่มคุ้นเคยและยอมรับมากขึ้น ทำให้การตรวจรักษาหรือการใช้ยามีความปลอดภัยทั้งต่อช้างและผู้ปฏิบัติงาน
การทำงานภาคสนามควรอาศัยเจ้าหน้าที่อุทยานที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไปเป็นผู้ชี้แนะ และอาจต้องใช้เวลา 2–3 ปีในการเรียนรู้ก่อนจะปฏิบัติการยิงยาสลบด้วยตนเอง เพราะการใช้ยาแต่ละชนิดมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน ต้องเข้าใจฤทธิ์ยา สภาพแวดล้อม และจำนวนผู้ปฏิบัติงานที่เหมาะสม เช่น บางชนิดต้องควบคุมพื้นที่ให้เงียบและจำกัดจำนวนคน บางชนิดมีผลข้างเคียงเรื่องน้ำลายมากหรืออาการประสาทหลอนภายหลัง จึงต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและเตรียมยาแก้ฤทธิ์ยาสลบไว้เสมอ
ท้ายที่สุด น.สพ.ดร.อลงกรณ์ฝากคำแนะนำสำหรับผู้เกี่ยวข้องในการดูแลและเคลื่อนย้ายช้าง ต้องอาศัย ความอดทนและความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์เป็นพื้นฐาน เมื่อสัตวแพทย์สามารถอ่านสัญญาณพฤติกรรมของช้างได้ เช่น ลักษณะการยืน การตกของหูและหาง หรือท่าทีผ่อนคลาย ก็จะสามารถเข้าตรวจรักษาได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงทั้งต่อชีวิตสัตว์และผู้ปฏิบัติงานเอง
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวของช้างป่าสามารถเริ่มต้นได้ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีทั้งห้องสมุด นิทรรศการ และข้อมูลภาคสนามให้ศึกษาอย่างเป็นระบบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ทั้งด้านชีววิทยา พฤติกรรม และการอนุรักษ์ หากลงพื้นที่จริงเพื่อชมช้างป่า ต้องปฏิบัติตามกฎของอุทยานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการงดใช้แฟลช ไฟฉาย หรือไฟสูงจากรถยนต์ เพราะแสงจ้าอาจกระตุ้นให้ช้างตกใจและพุ่งเข้าหาได้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ช้างเขาใหญ่มีน้ำหนัก 3–4 ตัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ดังนั้น การเดินป่าหรือส่องสัตว์ควรมีเจ้าหน้าที่อุทยานนำทางเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งของนักท่องเที่ยวและสัตว์ป่า
เจาะลึกสาเหตุ “แสบจมูก แสบคอ” สัญญาณเตือนระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะวิธีดูแลด้วยตนเองอย่างถูกวิธี
จุฬาฯ ตั้งเป้า “องค์กรการเรียนรู้ที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงาน” ดูแลรอบด้านด้วยแนวทาง “Human First, AI Assists”
ความลับ “หมาล่า” รสชาติเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร
“อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่” นวัตกรรม Bio Responsive Block จากขยะเปลือกหอยสู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง
JohnJud (จรจัด) ชมรมนิสิตสัตวแพทย์จุฬาฯ โมเดลการดูแลสวัสดิภาพสัตว์จรในชุมชน – โดยชุมชน
จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม
จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้
ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้ รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง รายละเอียดคุกกี้
ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก รายละเอียดคุกกี้