Highlights

หอประวัติ จุฬาฯ แหล่งรวบรวมคุณค่าเชิดชูเกียรติมหาวิทยาลัย (ตอนที่ 2)


หอประวัติ จุฬาฯ มีพื้นที่จัดแสดง 2 ชั้น คือ ชั้น 1 เป็นพื้นที่จัดแสดง “นิทรรศการหมุนเวียน”  และชั้น 2 เป็นพื้นที่จัดแสดง “นิทรรศการถาวรและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า” เพื่อเชิดชูเกียรติภูมิแห่งจุฬาฯ             


หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมได้ใช้พื้นที่ภายใน “อาคารจักรพงษ์” จัดแสดงนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์สิ่งทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงโดยใช้พื้นที่โถงอาคารชั้นล่างเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนและจัดพื้นที่ชั้นบนของอาคารเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร แบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ พร้อมจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าของหาวิทยาลัย

หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมอยู่ที่อาคารจักรพงษ์

“นิทรรศการหมุนเวียน” นำเสนอเรื่องราวประกอบการจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าเกี่ยวกับประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจในหัวข้อเรื่องต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนปีละครั้ง ขณะนี้จัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง “ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ” เป็นนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นั่นคือ “การมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อปี พ.ศ.2473

ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ
ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ
ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ
ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ
ปกเกล้าฯ ชาวจุฬาฯ
โถงนิทรรศการหมุนเวียน ณ ชั้น 1 ตึกจักรพงษ์

 ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรแบ่งเป็นห้องย่อยต่าง ๆ พร้อมจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าของหาวิทยาลัย ประกอบด้วย แบ่งส่วนจัดแสดงเป็น 4 ห้อง  

1. โถงจัดแสดง “พระเกี้ยวพระราชทาน” ประกอบด้วย  

โถงจัดแสดงพระเกี้ยวพระราชทาน
โถงจัดแสดงพระเกี้ยวพระราชทาน
โถงจัดแสดงพระเกี้ยวพระราชทาน

“พระเกี้ยวพระราชทาน” สำหรับอัญเชิญไว้ข้างที่ประทับในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ประดิษฐานอยู่กลางโถงชั้น 2 เป็นพระเกี้ยวซึ่งมหาวิทยาลัยได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชให้สร้างจำลองจากพระเกี้ยวองค์จริงซึ่งเป็นเครื่องศิราภรณ์ประดิษฐานอยู่ในพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง มหาวิทยาลัยสร้างเมื่อ พ.ศ. 2529 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิมและทรงพระสุหร่ายที่องค์พระเกี้ยวแล้วพระราชทานแก่มหาวิทยาลัยต่อหน้าประชาคมจุฬาฯ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรประจำปีการศึกษา 2531 ณ หอประชุมจุฬาฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2532

ตู้จัดแสดงฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตู้จัดแสดงฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตู้จัดแสดงฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตู้จัดแสดง “ฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นฉลองพระองค์ครุยจำลองเสมือนจริงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  (มีการทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุย เมื่อ ปี พ.ศ. 2533) และฉลองพระองค์ครุยจำลองเสมือนจริงของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 (มีการทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุย เมื่อ ปี พ.ศ. 2568) มหาวิทยาลัยจัดสร้างฉลองพระองค์ครุยจำลองเสมือนจริงจัดแสดงไว้เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ชาวจุฬาฯ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาฯ ทุกพระองค์ 

วันทรงดนตรี
วันทรงดนตรี

“วันทรงดนตรี” จัดแสดงวีดิทัศน์บอกเล่าที่มาของ “การเสด็จฯ ทรงดนตรีที่จุฬาฯ” ภาพถ่ายเก่าและ “เปียโน” ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยทรงใช้บรรเลงดนตรี เมื่อครั้งตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาทรงดนตรี ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงปี พ.ศ. 2501 – 25216) ทั้งนี้ เปียโนหลังนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ดูแลรักษาซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และนำมาจัดแสดงไว้เป็นเครื่องระลึกถึงความสุขความทรงจำของชาวจุฬาฯ ที่มีต่อเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งเสด็จฯ ทรงดนตรีที่จุฬาฯ ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวจุฬาฯ ตลอดรัชสมัย       

พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร
พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร

“พระบรมสาทิสลักษณ์” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ฉลองพระองค์ครุยพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”(ผลงานภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบโดย ศักย ขุนพลพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร)

โมเดลจำลองวังวินเซอร์
โมเดลจำลองวังวินเซอร์

โมเดลจำลอง “วังวินเซอร์” (วังกลางทุ่ง) “วังใหม่” หรือ “วังกลางทุ่ง” ซึ่งเป็นอาคารสำคัญที่ปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย (ตรงพื้นที่สนามศุภชลาศัย ในปัจจุบัน) สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นพระตำหนักที่ประทับของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “วังประทุมวัน” แต่นื่องจากเวลานั้น วังนี้สร้างใหม่และอยู่กลางทุ่งชานพระนคร ชาวบ้านจึงเรียกว่า วังกลางทุ่งบ้าง วังใหม่บ้าง (ปัจจุบันพื้นที่ตั้งย่านนี้เรียกว่า ตำบลวังใหม่ เขตปทุมวัน ไว้เป็นอนุสรณ์)  ด้วยลักษณะอาคาร “วังประทุมวัน” ที่สร้างเมื่อต้นรัชกาลที่ 5 เป็นตึกฝรั่ง ผนังเป็นหิน พื้นเป็นหินอ่อนและไม้สักมีป้อม บนตึก รูปร่างดูคล้าย ๆ วังวินด์เซอร์ในประเทศอังกฤษ วังนี้สมัยก่อนจึงมีชื่อเรียกว่า “วังวินด์เซอร์” อีกด้วย                 

ในช่วงแรกของการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนและเป็นหอพักนิสิตอันเป็นที่มาของคำว่า “หอวัง” วัตถุพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ณ ตึกจักรพงษ์ หอประวัติจุฬาฯ มีลักษณะเป็นแบบจำลองสถาปัตยกรรมกระดาษจัดทำโดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) 

2. ห้องนิทรรศการ: “รอยพระบาทยาตรา…ยังจารึก”

ห้องนิทรรศการ รอยพระบาทยาตรา…ยังจารึก
ห้องนิทรรศการ รอยพระบาทยาตรา…ยังจารึก

ห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นำเสนอเรื่องราวเมื่อครั้งทรงเป็น “นิสิตจุฬาฯ” เข้าศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงปี พ.ศ. 2516 – 2520 จัดสร้างขึ้นด้วยการสนับสนุนของ “นิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น CU 2513” ซึ่งเป็นนิสิตรุ่นพี่คณะและรุ่นพี่ร่วมทำกิจกรรมนิสิตในระดับชมรมกับพระองค์ท่านในช่วงเวลาที่ทรงเป็นนิสิตจุฬาฯ

ภายในห้องนิทรรศการ นำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อวีดิทัศน์ ภาพถ่ายเก่าพร้อมจัดแสดงสิ่งของทรงคุณค่าซึ่งเป็น “ของใช้ส่วนพระองค์เมื่อครั้งเป็นนิสิตจุฬาฯ” แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ “รอยพระบาทยาตรายังจารึก” “รัตนเทพจริยา ยิ่งปราชญ์ ปวงแฮ” “เราล้วนรักจามจุรีนี้หนักหนา” สิ่งของเครื่องใช้ทรงคุณค่าอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อครั้งทรงเป็น “เจ้าฟ้านิสิต ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ” ทั้งหมดที่จัดแสดงเป็นสิ่งของที่ทรงพระกรุณาพระราชทานให้เก็บรักษาเป็นสิ่งของทรงคุณค่าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จฯ มาทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พระอัจฉริยภาพเมื่อครั้งทรงร่วมกิจกรรมของชมรมดนตรีไทย ชมรมวรรณศิลป์ สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกิจกรรมนิสิต ถ่ายทอดผ่านการจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ เอกสาร หนังสือ เครื่องใช้ส่วนพระองค์ และสื่อมัลติมีเดีย ตลอดจนเรื่องราวความผูกพันที่ทรงมีต่อรุ่นพี่รุ่นน้องและมหาวิทยาลัยในฐานะ“เจ้าฟ้านิสิต” พระองค์แรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

3. ห้องนิทรรศการ “สายพระเนตรอันยาวไกล สู่มหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยาม”  

ห้องนิทรรศการ รอยพระบาทยาตรา…ยังจารึก
ห้องนิทรรศการ สายพระเนตรอันยาวไกล สู่มหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยาม

จัดแสดงเรื่องราวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการปฎิรูประบบริหาราชการ พระราชปณิธาน และพระราชวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศชาติ การสร้างความเจริญให้บ้านเมืองด้วยการสร้างรากฐานให้ราษฎรมีการศึกษา “ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนชาวไทย ไม่เฉพาะเจ้านายในราชวงศ์ชั้นสูง แต่รวมถึงราษฎรทั่วไปได้มีโอกาสรับการศึกษาอย่างเท่าเทียม” และมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีสถานศึกษาที่เรียกว่า UNIVERSITY  เพื่อให้ราษฏรได้เล่าเรียนในสถานศึกษาขั้นสูง เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน” ต่อมายกฐานะเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการประดิษฐานขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา ใช้ชื่อว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และได้สถาปนาเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459   

ในห้องนิทรรศการนี้ได้จัดแสดงภาพถ่ายและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่าที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องหมายประดับชุดนักเรียนมหาดเล็ก และ ตราประทับ “ตราประจำชาด” ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นบุรพสถาบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสิ่งของที่หาชมได้ยาก 

4. ห้องนิทรรศการ “จากพระราชปณิธานสู่การศึกษาชาติ”

บอกเล่าเรืองราวพระกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานด้านการศึกษาของสมเด็จพระปิยมหาราช ด้วยการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย และเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ในห้องนิทรรศการนี้จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนามหาวิทยาลัยในยุคแรกก่อตั้ง ทั้งในด้านการบริหารจัดการด้านกายภาพอาคารสถานที่ (การก่อสร้างตึกบัญชาการ ซึ่งเป็นอาคารหลังแรก) ความร่วมมือกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เพื่อพัฒนามาตรฐานวิชาการและการจัดการเรียนการสอน และความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยในช่วงแรกก่อตั้งจนมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต

พิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ

คุณพิมพ์พิศา กำเนิดจิรมณี ผู้อำนวยการหอประวัติ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำวัตถุพิพิธภัณฑ์ชิ้นสำคัญ ๆ ส่วนหนึ่งของสิ่งของทรงคุณค่าอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติและพัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทางหอประวัติจุฬาฯ เก็บรักษาไว้และนำมาจัดแสดงในห้องนิทรรศการต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นของทรงคุณค่าหาชมยาก เป็นเครื่องบันทึก – บอกเล่าประวัติความเป็นมาและความทรงจำเกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หาให้ชมที่ตึกจักรพงษ์ หอประวัติจุฬาฯ ที่เดียวเท่านั้น ได้แก่  

อินทรธนู และดุมมหาดเล็ก เครื่องหมายสำหรับเครื่องแบบนักเรียน “โรงเรียนมหาดเล็ก”
อินทรธนู เครื่องหมายสำหรับเครื่องแบบนักเรียน “โรงเรียนมหาดเล็ก”
ดุมมหาดเล็ก เครื่องหมายสำหรับเครื่องแบบนักเรียน “โรงเรียนมหาดเล็ก”
อินทรธนู และดุมมหาดเล็ก เครื่องหมายสำหรับเครื่องแบบนักเรียน “โรงเรียนมหาดเล็ก”

วัตถุพิพิธภัณฑ์และสิ่งทรงคุณค่าที่มีอายุเก่าแก่ คือ “อินทรธนู และดุมมหาดเล็ก เข็มมหาพิชัยมงกุฎ และแหนบเครื่องหมายนักเรียนมหาดเล็ก” เครื่องหมายสำหรับประดับเครื่องแบบนักเรียน “โรงเรียนมหาดเล็ก” ซึ่งตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง (บุรพสถาบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)  ซึ่งสิ่งของทรงคุณค่าเหล่านี้ได้นำมาจัดแสดงไว้ในห้องนิทรรศการ “จากสายพระเนตรอันยาวไกล สู่มหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยาม” ณ ชั้น 2 อาคารจักรพงษ์  ลักษณะของ “อินทรธนูเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนมหาดเล็ก” ปักด้วยดิ้นเงิน เป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ภายใต้พระจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว) บนพื้นผ้าสีชมพู (อินทรธนูนี้เป็นของพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) นักเรียนมหาดเล็กรุ่นแรก โรงเรียนมหาดเล็ก) เป็นสิ่งของทรงคุณค่าที่ทายาทได้นำมาบริจาคให้มหาวิทยาลัยใช้จัดแสดงในห้องนิทรรศการ

“เข็ม - กระดุมพระมหาพิชัยมงกุฎทอง”นักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ
กระดุมพระมหาพิชัยมงกุฎทอง”นักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ
เข็ม นักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ
“เข็ม – กระดุมพระมหาพิชัยมงกุฎทอง”นักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ

“เข็มพระมหาพิชัยมงกุฎทอง” ใช้ประกอบเครื่องแต่งตัวนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ติดหน้าหมวกหนีบ  “กระดุมตราพระมหามงกุฎทอง” ใช้ประกอบเครื่องแต่งตัวนักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ (ติดกระดุม 5 เม็ดที่เสื้อและที่คอเสื้อ ติดที่หน้าหมวกหนีบ สักหลาดสีดํา  2 เม็ด

เเหนบเครื่องหมายนักเรียนมหาดเล็ก
เเหนบเครื่องหมายนักเรียนมหาดเล็ก
(เหรียญนักเรียนมหาดเล็กเดิม) ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว

เหรียญนักเรียนมหาดเล็กเดิม (เเหนบเครื่องหมายนักเรียนมหาดเล็ก) สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานแก่นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กที่สอบไล่วิชาจบหลักสูตรของโรงเรียน และออกไปรับราชการเรียบร้อย มีลักษณะเป็นโลหะทรงยาว รูปแผงคอเสื้อเครื่องแบบนักเรียนมหาดเล็ก ด้านหน้าลงยาพื้นสีน้ำเงิน มีเส้นริ้วขาวตรงกลางตามแนวยาวและมีรูปพระเกี้ยวประดิษฐานบนเบาะสีทองอยู่บนเส้นแถบสีขาวด้านหลังจารึกชื่อผู้ได้รับพระราชทาน ด้านบนของเหรียญร้อยด้วยห่วงโลหะทรงกลมไว้สำหรับแขวนที่รังดุมเม็ดที่สองของเสื้อคอปิด ถ้าเสื้อเปิดคอแบบสากลก็กลัดกับรังดุมเม็ดแรกและได้พระราชทานเข็มต่อพระหัตถ์เป็นครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ. 2458 ในงานก่อพระฤกษ์ตึกบัญชาการของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ หรืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน (เหรียญนักเรียนมหาดเล็กเดิม ชิ้นนี้เป็นสิ่งของทรงคุณค่าที่ทายาทได้นำมาบริจาคให้มหาวิทยาลัยใช้จัดแสดงในห้องนิทรรศการ)

“ตราประจำชาด” (ตราประทับ) โรงเรียนข้าราชกาลพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 “ตราประจำชาด” เป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างๆ สำหรับใช้ประทับตรา (สีแดงชาด) หรือประทับตรานูนสำหรับประกอบเอกสารสำคัญของราชการ วัตถุพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงนี้มีลักษณะเป็นตราประทับมีด้ามจับทำด้วยงาช้าง ตราประทับเป็นรูปวงกลม ตรงกลางเป็นรูปจุลมงกุฎวางบนเบาะ มีพู่ 3 พู่ มีรัศมีออกจากพระเกี้ยวทั้งสองข้าง มีกนกเปลวทับบนแถบรัศมีและมีอักษรคำว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือน” อยู่ในเส้นวงกลมใช้เป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับตราประจำชาดของ“ โรงเรียนมหาดเล็ก” (บูรพสถาบัน) ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 ให้ใช้ตราประจำชาดเป็นตราวงกลม ตรงกลางเป็นรูปจุลมงกุฎวางบนเบาะมีพู่ 3 พู่ มีรัศมีออกจากพระเกี้ยวทั้งสองข้าง มีกนกเปลวทับบนแถบรัศมีและมีอักษรย่อว่า “โรงเรียนมหาดเล็ก” เช่นกัน 

ภาพร่างแบบตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกแบบมาริโอ เซราดินี (Mario Ceradini) เป็นสถาปนิกชาวอิตาลี ร่างแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2457
ภาพร่างแบบตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกแบบมาริโอ เซราดินี (Mario Ceradini) เป็นสถาปนิกชาวอิตาลี ร่างแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2457

สิ่งทรงคุณค่าที่มีความเก่าแก่ อายุกว่า 110 ปี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเก็บรักษาไว้และมีภาพจำลองจัดแสดงให้เห็นอยู่ในห้องนิทรรศการ ชั้น 2 อาคารจักรพงษ์ ที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชม คือ “ภาพร่างแบบตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” แบบร่างต้นฉบับ (ตามภาพเข้ากรอบ) จำนวน 2 ชิ้น ซึ่งออกแบบโดยนายเอ็ดเวิร์ด ฮีลี สถาปนิกชาวอังกฤษ และนายมาริโอ เซราดินี (Mario Ceradini) เป็นสถาปนิกชาวอิตาลีร่างแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2457 ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการซ่อมอนุรักษ์ “ภาพแบบร่างฉบับจริง” ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีการนำออกจัดแสดงในโอกาสสำคัญๆ อยู่บ้าง  

จากเอกสารหลักฐาน ภาพถ่ายเก่า และวัตถุพิพิธภัณฑ์ ที่หอประวัติจุฬาฯ ยังคงเก็บรักษาไว้ พบว่าสิ่งสำคัญหนึ่งที่ยังปรากฏหลักฐานให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยทรงวางแนวทางต่างๆ ที่เป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปัจจุบัน ดังมีประจักษ์ชัดเจน คือ “อาคารมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หรือ “ตึกบัญชาการ” โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ที่ทรงมีพระราชดำริและพระราชวินิจฉัยเลือกแบบก่อสร้างอาคาร พร้อมทั้งทรงเสด็จฯ มาวางศิลาพระฤกษ์ก่อสร้างอาคารนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อ 109 ปี ก่อน

ทรงมีพระดำริว่า “เมื่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถาบันอุดมศึกษาแล้ว ต้องมี ที่ตั้งเป็นการถาวร มีหน่วยบัญชาการและมีวิทยาเขต (Campus) อันกว้างขวาง  ต้องมี “ตึกบัญชาการ” กิจการของโรงเรียนนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะขยายการศึกษาไปปถึงขั้น “มหาวิทยาลัย” ในเร็ววัน พร้อมทรงพระราชดำริเผื่ออนาคตว่า สถาบันอุดมศึกษานี้ จะต้องมี Campus ใหญ่โต เป็นเอกแห่งพระมหานคร”

“…เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดอาคารแบบปราสาทราชวังในสมัยสุโขทัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คาล์ล ดอร์ริงค์ Dr.Carl Doring นายช่างชาวเยอรมันที่รับราชการที่กรมนคราทร (กระทรวงมหาดไทย) กับนายเอ็ดเวิร์ด ฮีลี (Mr.Edward Healey) นายช่างชาวอังกฤษ รับราชการที่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ไปศึกษาลักษณะสถาปัตยกรรมที่สุโขทัยและสวรรคโลกแล้ว “ปรุงแต่ง” ให้เป็นอาคารตึกบัญชาการ เมื่อออกแบบอาคารเสร็จได้ให้ Mr.E.G. Gollo (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศิลปศาสตร์โสภิต) วิศวกรกระทรวงนครบาล เป็นผู้ตรวจแบบอาคารและประมาณราคา …”  (จากจุลสาร “เทวาลัย” เอกสารวิชาการอันดับที่ ๒/๒๕๔๕ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย สวัสดิ์ จงกล)

สภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ  มีมติว่า “แบบสภาคารมหาวิทยาลัย นี้ควรมีลักษณะความเป็นไทย ที่เด่นชัดกว่าแบบที่เสนอมา” รูปแบบไทยที่เหมาะสมแก่อาคารอันเป็นพระบรมราชานุสรณ์แห่งพระพุทธเจ้าหลวง อาคารที่เป็นหลักชัยแห่งการอุดมศึกษาของสยาม นั้นควรเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสุโขทัย อันเป็นรูปแบบที่ถือว่าเป็น “ไทย” ที่แท้ เก่าแก่ และงดงามที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสยาม”

ภาพร่างแบบตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ออกแบบโดย เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) ช่างเขียน - สถาปนิกชาวอังกฤษประจำกระทรวงธรรมการ 
(กระทรวงมหาดไทย ในปัจจุบัน)
ภาพร่างแบบตึกบัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ออกแบบโดย เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) ช่างเขียน – สถาปนิกชาวอังกฤษประจำกระทรวงธรรมการ
(กระทรวงมหาดไทย ในปัจจุบัน)

ร่างแบบอาคารตึกบัญชาการ ผลงานการออกแบบของนายฮีลีที่ได้รับเลือกมาจัดสร้างนั้นมีลักษณะเป็น “ภาพทัศนียภาพลายเส้นลงสีน้ำ แสดงกลุ่มอาคารขนาดใหญ่รายล้อมครึ่งวงกลม ตรงกลางเป็นอาคารทรงไทยสูงสองชั้น หลังคาจั่วลดสองชั้น วางหันด้านข้างให้กับสนาม ตรงกลางเป็นหอสูง รูปทรงตอนบนคล้ายหอระฆังยอดปราสาทแบบไทย ตอนล่างทำซุ้มทางเข้ามีเสารับ คล้ายที่เทียบรถ สองข้างอาคารกลางนี้มีอาคารแบบไทยประยุกต์ข้างละหลัง เป็นตึกสองชั้น หลังคาจั่ว เรียงกันสามส่วน ส่วนกลางมีผนังด้านสกัดค่อนข้างทึบ ส่วนสองข้างทำเสาพาไลรอบ มีส่วนเชื่อมให้อาคารทั้งสามส่วนรวมเป็นตึกหลังเดียว และมีมุขกระสันเชื่อมอาคารนี้เข้ากับอาคารหอระฆังตรงกลาง”    

ทั้งนี้ รูปแบบที่ได้ข้อสรุปเพื่อก่อสร้างอาคารจริงนั้น “มีการปรับขนาดโครงการลงจากเดิมเป็นกลุ่มอาคาร เหลืออาคารเพียงหลังเดียว เป็นตึกสองชั้น หลังคาจั่ว โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่อาคารรวม 2,326 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องเรียน ห้องพักครู และห้องโถง”     

ตึกบัญชาการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 เพื่อเป็น “อาคารบัญชาการ” และ “อาคารเรียน” ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบร่างของ นายเอดเวิร์ด ฮีลี ( Mr. Edward Healey) สถาปนิกชาวอังกฤษ มีนายเอมิลิโอ โจวันนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo)  วิศวกรชาวอิตาเลียนประจำกรมนคราทร (กรมโยธาธิการ ในปัจจุบัน) เป็นผู้ตรวจแบบก่อสร้าง และมีนายโรดอลโฟ  โนลลี  (Rodolfo Nolli)  ประติมากรชาวอิตาเลียน เป็นผู้ปั้นลวดลายปูนปั้นต่างๆ  ตลอดจนประติมากรรมประดับอาคารนี้ทั้งหลัง ทั้งที่ลวดลายทั้งหลายล้วนเป็นอย่างไทยทั้งสิ้น แต่นายโนลลีก็สามารถถ่ายแบบปรับเปลี่ยนขนาดส่วนให้เหมาะสมกับพื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรมได้อย่างงดงาม 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ ณ โถงกลางอาคาร ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2458  นับเป็น “อาคารหลังแรก” ที่สร้างขึ้นเพื่อโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) เวลาผ่านมากว่า 100  ปี อาคารหลังนี้ยังคงความสำคัญมีประโยชน์ใช้สอยได้ และถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2566 กรมศิลปากรได้ประกาศให้อาคารนี้ เป็นโบราณสถานของชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ดูแลรักษาบูรณะซ่อมแซมให้อาคารนี้ยังคงความแข็งแรง พร้อมคงไว้ซึ่งศิลปสถาปัตยกรรมแบบเดิมตั้งตระหง่านด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น งดงาม และเป็นเครื่องสะท้อนเกียรติภูมิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

สมุดลงพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และลงนามบัณฑิต เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สมุดลงพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และลงนามบัณฑิต เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัตถุพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสิ่งทรงคุณค่าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมีความเก่าแก่มากอีกชิ้น คือสมุดลงพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และลงนามบัณฑิต เมื่อมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2473” และใช้เป็นสมุดลงพระปรมาภิไธยลงพระนามลงนามของพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและลงนามบัณฑิตต่อเนื่องมาจนถึงประมาณปี พ.ศ. 2512 วัตถุพิพิธภัณฑ์ชิ้นนี้ได้รับการซ่อมอนุรักษ์ให้คงสภาพดั้งเดิมและจัดแสดงในนิทรรศการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

 ฉลองพระองค์เครื่องแบบนิสิตปริญญาตรี ฉลองพระองค์ครุยอักษรศาสตร์บัณฑิต และของใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

วัตถุพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า ที่หาชมได้ยากและมีคุณค่าทางใจอย่างยิ่งต่อชาวจุฬาฯ ที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชม ณ ตึกจักรพงษ์  คือ  “ฉลองพระองค์เครื่องแบบนิสิตปริญญาตรี ฉลองพระองค์ครุยอักษรศาสตร์บัณฑิต และของใช้ส่วนพระองค์ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในขณะทรงเป็น “นิสิตคณะอักษรศาสตร์ ระหว่างพ.ศ. 2516 – 2520” ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงศึกษา  ในมหาวิทยาลัยของไทย และเป็น “เจ้าฟ้านิสิต” พระองค์แรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และสถิติ

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการตั้งค่าการใช้งาน

    ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า