Highlights

เจาะลึกสาเหตุ “แสบจมูก แสบคอ” สัญญาณเตือนระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะวิธีดูแลด้วยตนเองอย่างถูกวิธี


อาการ “แสบจมูก แสบคอ” เป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หรือมีมลพิษในอากาศสูง หลายคนอาจมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยที่หายได้เอง แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุได้ตั้งแต่ภูมิแพ้ ไปจนถึงการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ


เพื่อให้เข้าใจถึงกลไกการอักเสบและแนวทางการดูแลสุขภาพทางเดินหายใจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง อาจารย์ เภสัชกร ดร.รัฐพล ศรีธราดล ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาให้ข้อมูลว่าอาการ “แสบจมูก แสบคอ” เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง พร้อมให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

อาจารย์ เภสัชกร ดร.รัฐพล ศรีธราดล
ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรม
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำความรู้จัก “แสบจมูก แสบคอ” มีกี่รูปแบบ

อาการแสบจมูกและแสบคอ คือปฏิกิริยาการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น ตั้งแต่โพรงจมูก คอหอย ไปจนถึงกล่องเสียง ซึ่งมักสัมพันธ์กับการอักเสบ โดย อ.ภก.ดร.รัฐพล ได้จำแนกรูปแบบอาการออกเป็น 3 ลักษณะสำคัญ ดังนี้

  1. แบบเฉียบพลัน (Acute) : เกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 หรือการสัมผัสสารระคายเคืองที่มีปริมาณเข้มข้นสูงอย่าง ควัน ฝุ่น สเปรย์ เป็นต้น
  2. แบบเรื้อรัง (Chronic) : มีอาการต่อเนื่องนานเกิน 4-6 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ เช่น ภูมิแพ้จมูกเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมาก หรือการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษสะสมเป็นเวลานาน
  3. อาการที่ถูกกระตุ้นเฉพาะจุด (Trigger-Induced) : ลักษณะอาการที่จะกำเริบทันทีเมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นเฉพาะตัว เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อากาศที่เย็นจัด เป็นต้น ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาวะหลอดลมไวเกิน หรือโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ

ค้นหาสาเหตุการเกิดอาการแสบจมูก แสบคอ

สาเหตุของอาการระคายเคืองเหล่านี้มีความหลากหลาย อ.ภก.ดร.รัฐพล ชี้ให้เห็นว่าการแยกแยะต้นตอที่ชัดเจนเป็นกุญแจสำคัญสู่การรักษาที่ถูกต้อง โดยสามารถแบ่งกลุ่มสาเหตุที่พบบ่อยได้ดังนี้

  1. โรคภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis) : เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น หรือเชื้อรา ทำให้เยื่อบุจมูกหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) จึงส่งผลให้มีอาการคันจมูก น้ำมูกใส จามบ่อย และรู้สึกแสบหรือระคายจมูก ในบางรายอาจมีอาการแสบคอและไอจากน้ำมูกไหลลงคอร่วมด้วย
  2. มลพิษทางอากาศ : เช่น PM2.5 ควันบุหรี่ ควันจากการเผาไหม้ และสารระคายเคมีต่าง ๆ ส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการแสบจมูก แสบคอ ระคายคอ และไอเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงอย่างต่อเนื่อง
  3. อากาศเย็นและแห้ง : รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน จะทำให้เยื่อบุจมูกและคอสูญเสียน้ำ จึงเกิดอาการแห้ง แสบ หรือระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มน้ำน้อยหรือมีโรคพื้นฐานของเยื่อบุอยู่ก่อน
  4. โรคกรดไหลย้อน : เป็นอีกสาเหตุสำคัญของอาการแสบคอเรื้อรัง ไอเรื้อรัง และเสียงแหบ โดยมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรืออาการแย่ลงเมื่อเอนหลังหรือนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
  1. ติดเชื้อไวรัสของทางเดินหายใจส่วนต้น : ส่วนใหญ่มักมีอาการแสบคอ เจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง ร่วมกับน้ำมูกใส คัดจมูก ไข้ต่ำ และปวดเมื่อยตัว โดยอาการมักดีขึ้นเองภายใน 5-7 วัน
  2. ติดเชื้อแบคทีเรีย : มักมีอาการเจ็บคอรุนแรง กลืนลำบาก มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ บางรายมีคลื่นไส้อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ อาจพบทอนซิลบวมแดง มีจุดหนองหรือคราบขาว จุดสังเกตสำคัญคือการติดเชื้อแบคทีเรียมักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลเด่นชัดเหมือนการติดเชื้อไวรัส

แนวทางการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเองและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

สำหรับการบรรเทาอาการในเบื้องต้น อ.ภก.ดร.รัฐพล แนะนำว่าหัวใจสำคัญคือการลดการระคายเคืองและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีวิธีการดูแลตนเองเบื้องต้น ดังนี้

  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline) : วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ และน้ำมูก ช่วยให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง
  • ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์และยาแก้แพ้กลุ่ม antihistamine : เหมาะสำหรับผู้ที่อาการแสบคอ-แสบจมูก มีสาเหตุมาจากภูมิแพ้จมูก แต่ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยา
  • การกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น ยาอมแก้เจ็บคอ และยาลดไข้ : จะสามารถบรรเทาอาการเจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัสได้ในระยะสั้น
  • การดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง : ช่วยทำให้ชุ่มคอและลดการระคายเคืองได้

“อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในเรื่องของการใช้ยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์ เพราะหากเป็นการติดเชื้อไวรัส ยาเหล่านี้จะไม่ได้ผล และยังส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต”

นอกจากการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเองแล้ว อ.ภก.ดร.รัฐพล ก็ได้แชร์ในเรื่องของการปรับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเพื่อลดการระคายเคืองของเยื่อบุและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น ควัน และมลพิษ รวมถึงการไม่สูบบุหรี่
  • ใช้หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากกันฝุ่นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นและมลพิษสูง
  • ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ลดแหล่งสะสมของฝุ่นและไรฝุ่น เช่น ผ้าปูที่นอน ม่าน พรม เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ระคายคอ เช่น ของทอดของมัน อาหารเผ็ดจัด แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม
  • ในผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารปริมาณมากก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ลดอาหารมันจัด คาเฟอีน และยกศีรษะสูงเล็กน้อยขณะนอน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ควรไปพบแพทย์

ถึงแม้อาการแสบจมูกและแสบคอส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่มีสัญญาณบางประการที่ อ.ภก.ดร.รัฐพล เตือนว่าควรรีบพบแพทย์ทันที คือ

  1. ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส นานเกิน 2-3 วัน
  2. เจ็บคอรุนแรงจนกลืนน้ำลายไม่ได้ หรือน้ำลายไหลพราก
  3. หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก หรือหอบเหนื่อย
  4. คอบวมมาก ปากอ้าได้น้อย อาจเสี่ยงต่อภาวะฝีรอบทอนซิลหรือการติดเชื้อรุนแรงในคอ
  5. มีอาการแสบคอหรือไอเรื้อรังนานเกิน 3-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้สูบบุหรี่ มีน้ำหนักลด หรือเสียงแหบเรื้อรัง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับมะเร็งทางเดินหายใจส่วนต้น
  6. เด็กเล็กที่กินได้น้อย ซึม หายใจเร็ว หรือมีอาการขาดน้ำ

การดูแลสุขภาพทางเดินหายใจเริ่มได้ที่ตัวเราเอง การเข้าใจว่าอาการแสบจมูก แสบคอ เกิดจากสาเหตุใด จะช่วยให้เราเลือกวิธีรักษาและใช้ยาได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และไม่เลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ เพื่อรักษาสุขภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และสถิติ

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการตั้งค่าการใช้งาน

    ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า