ข้ามไปยังเนื้อหา

“ฮันตาไวรัส” คนไทยควรกังวลแค่ไหน? อาจารย์จุฬาฯ มีคำตอบ 

อาจารย์สัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ ชี้โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาที่ระบาดบนเรือสำราญ มีโอกาสต่ำที่จะเกิดและระบาดในประเทศไทย ที่ควรระวังมากกว่าคือ โรคฉี่หนู ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูฝนและในพื้นที่น้ำท่วมขัง และอีกหลายโรคพื้นถิ่นที่มีหนูเป็นพาหะ พร้อมแนะวิธีการดูแลสุขอนามัยและแนวทางดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะในท้องถิ่น

จากกระแสข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกเกี่ยวกับการพบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจาก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) บนเรือสำราญ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับผู้คนในสังคมเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้ว่าจะเกิดการระบาดในประเทศไทยได้หรือไม่ สัตว์พาหะอย่าง “หนู” ที่อยู่ตามบ้านเรือน ท้องไร่ท้องนา หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว จะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่คนได้หรือไม่ 

สัตวแพทย์หญิง ดร.กมลพรรณ เจริญกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สัตวแพทย์หญิง ดร.กมลพรรณ เจริญกุล
อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัตวแพทย์หญิง ดร.กมลพรรณ เจริญกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบให้ความมั่นใจว่า “โอกาสติดโรคฮันตาไวรัสในบริบทของประเทศไทยนั้นเกิดได้น้อยมาก ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกังวลว่าจะเกิดการระบาดรุนแรงอย่างที่เคยเกิดโรคโควิด-19 เราเพียงแค่รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี ที่สำคัญ ประเทศไทยเรามีระบบสาธารณสุขที่คอยติดตามเฝ้าระวังโรคติดต่อจากสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อติดตามเชื้อในกลุ่มสัตว์ฟันแทะมาโดยตลอด”  

ในประเทศไทยเองก็มีเชื้อไวรัสฮันตาเช่นกัน เพียงแต่เป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดการระบาดบนเรือสำราญตามข่าว อาจารย์กมลพรรณ กล่าวว่าสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญและเฝ้าระวังมากกว่าคือ โรคฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นและพบการระบาดเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ตลอดจนโรคไข้รากสาดจากหนู และโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียโดยมีหนูเป็นพาหะ 

รู้จักฮันตาไวรัส สายพันธุ์แอนดิส คนไทยควรกังวลแค่ไหน

สพ.ญ. ดร.กมลพรรณ ให้ข้อมูลว่า “โรคฮันตา” ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่มีรายงานพบมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) โดยมีสัตว์ตระกูลสัตว์ฟันแทะ (rodents) เป็นแหล่งรังโรคหลัก ซึ่งการติดเชื้อ “ฮันตาไวรัส” มักเกิดจากการที่คนสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือเกิดจากการสูดดมละอองฝอยที่ปนเปื้อนเชื้อในสิ่งแวดล้อม

“ฮันตาไวรัสที่ระบาดบนเรือสำราญตามที่ปรากฎในข่าวเป็นไวรัสสายพันธุ์แอนดิส (Andes)ที่มักพบในแถบอเมริกาใต้ โดยมี “หนูหางยาว” เป็นพาหะ ความน่ากลัวของสายพันธุ์นี้คือมีหลักฐานยืนยันว่า สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ผ่านระบบทางเดินหายใจเมื่อมีความใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน”

“ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-50% โดยไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ทำให้เกิดปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว รวมถึงระบบเลือดล้มเหลวในที่สุด”

แม้โรคจะมีความรุนแรง แต่เชื้อฮันตาไวรัสแพร่กระจายได้ยากกว่าโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ อย่างโรคโควิด-19 ที่เพียงแค่ไอจามใส่กัน ก็อาจติดเชื้อได้แล้ว 

“ในกรณีของสายพันธุ์แอนดิส ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้นั้น การแพร่เชื้อไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ต้องอาศัยปริมาณเชื้อที่สูงและมีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน เช่น การนั่งติดกัน หรืออาศัยอยู่ด้วยกันในพื้นที่จำกัดเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานพอสมควร ถึงจะสามารถติดเชื้อได้ นอกจากนั้น ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยและหน่วยคัดกรองโรคของกรมควบคุมโรค ก็มีมาตรการติดตามและคัดกรองผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่จากต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ดังที่เคยรับมือกับโรคเมอร์ส (MERS) หรือโควิด-19 ในอดีต ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการระบาดใหญ่จึงต่ำมาก”

ฮันตาไวรัส สายพันธุ์ไทย อยู่ที่ไหน อันตรายอย่างไร

สพ.ญ. ดร.กมลพรรณ กล่าวว่าเชื้อไวรัสฮันตาแต่ละสายพันธุ์จะมี “หนูพาหะจำเพาะ” ของตนเอง อย่างสายพันธุ์แอนดิส (Andes) จะมีแหล่งรังโรคจำเพาะคือ “หนูหางยาว” ที่มีถิ่นฐานในอเมริกาใต้ ซึ่งไม่พบหนูตระกูลนี้ในประเทศไทย หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงจำพวกหนูแฮมสเตอร์ก็ไม่ใช่พาหะของโรคนี้เช่นกัน ในประเทศไทย เชื้อไวรัสฮันตาที่พบคือสายพันธุ์ไทย (Thailand virus) ซึ่งมีรายงานการพบเชื้อใน “หนูพุก” หรือ “หนูนา” เป็นหลัก ซึ่งเป็นหนูที่กินพืชและอาศัยอยู่ตามป่า ตามไร่ หรือพื้นที่เกษตรกรรม 

เชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์ไทยมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอนดิส” อาจารย์กมลพรรณ กล่าว                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     โดยจากข้อมูลการศึกษาในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสฮันตา เชื้อไวรัสฮันตาที่พบในประเทศไทยอาจเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงต่ำ หรืออาจทำให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการในคนได้ ซึ่งพบแอนติบอดีในประชาชนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสัมผัสสัตว์ฟันแทะ เช่น เกษตรกรหรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับหนู ที่สำคัญคือ ยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนแต่อย่างใด

สำหรับ หนูท่อ” ที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือนในเขตเมือง โอกาสที่จะส่งต่อเชื้อไวรัสฮันตามาสู่คน ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก 

“จากงานวิจัยในประเทศไทยพบว่าหนูท่อทั่วไปมีการสัมผัสเชื้อฮันตาไวรัสเพียง 1-2% ในระดับของภูมิคุ้มกันเท่านั้น โอกาสที่ประชากรในเขตเมืองจะติดเชื้อฮันตาไวรัสจากการสัมผัสหนูท่อจึงแทบจะเกิดขึ้นได้ยากมาก” อาจารย์กมลพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “คนเมืองที่ติดเชื้อไวรัสฮันตา โดยมากมักมาจากการเดินทางเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นแหล่งรังโรคแล้วนำเชื้อกลับมา มากกว่าที่จะเป็นการแพร่ระบาดจากหนูท่อหรือหนูบ้านในเขตชุมชนเมืองโดยตรง”

อาการและการรักษาโรคฮันตา 

อาจารย์กมลพรรณ ให้ข้อมูลว่าในระยะแรก ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง มีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว หรือท้องเสีย ซึ่งคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และโรคฉี่หนู แต่หากเป็นโรคฮันตา ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วมากเมื่อเริ่มแสดงอาการ ดังนั้น การสืบค้น “ประวัติความเสี่ยง” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์วินิจฉัยโรคและให้การรักษาที่ทันกาล

“ประวัติความเสี่ยง” ได้แก่ การเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม บริเวณนาข้าว การสัมผัสหนูพุก หรือเดินทางกลับจากแหล่งที่มีการระบาด หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มบุคคลที่มาจากแถบอเมริกาใต้สำหรับการรักษา ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาแบบจำเพาะและไม่มีวัคซีน การรักษาจึงต้องพึ่งวิธีการประคับประคองตามอาการเป็นหลัก เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์แอนดิส (Andes) จนมีภาวะระบบหายใจล้มเหลว แพทย์ก็จะให้การรักษาประคับประคองระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เพื่อประคับประคองให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง

อย่างไรก็ดี อาจารย์กมลพรรณ เน้นย้ำว่าการติดเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์ไทย หรือสายพันธุ์แอนดิส ต้องได้รับเชื้อในปริมาณสูงมากพอ จึงจะเริ่มแสดงอาการป่วย ทำให้โอกาสที่ฮันตาไวรัสจะระบาดเป็นวงกว้างในประเทศเป็นไปได้ยาก

สัตว์เลี้ยงเป็นพาหะ นำเชื้อไวรัสฮันตาสู่คนได้หรือไม่

สพ.ญ. ดร.กมลพรรณ ชี้แจงว่าข้อมูลทางสัตวแพทยสาธารณสุข ยังไม่ปรากฎหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันว่าสัตว์เลี้ยง รวมถึงสัตว์ปศุสัตว์ สามารถแพร่เชื้อฮันตาไวรัสสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่นได้ แม้จะมีการตรวจพบภูมิคุ้มกัน ที่แสดงให้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้เคยรับเชื้อมาบ้างในฐานะ “ผู้สัมผัสเชื้อ” ก็ตาม แหล่งรังโรคหลักที่จะถ่ายทอดเชื้อมาสู่คนได้จึงยังคงจำกัดอยู่ที่สัตว์ตระกูลสัตว์ฟันแทะเท่านั้น

แม้สัตว์เลี้ยงจะไม่ใช่พาหะโรคฮันตาทางตรง แต่ก็อาจเป็น “ตัวการแพร่เชื้อทางอ้อม” ได้ 

“อย่างแมวไปกัดหนูที่มีเชื้อ แล้วคาบซากหนูนั้นกลับมาให้เจ้าของ ถ้าเจ้าของสัมผัสซากหนูหรือสารคัดหลั่งของหนูโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้” อาจารย์กมลพรรณ อธิบาย “โดยมาก โอกาสในการติดเชื้อทางอ้อมมักไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อผ่านบาดแผลที่ผิวหนังโดยตรง แต่ความเสี่ยงหลักมาจากการ “สูดดม” ละอองฝอยของสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลายหรือปัสสาวะของหนู เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าไปทำกิจกรรมใด ๆ ที่ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของละอองฝอยเหล่านั้น ส่วนกรณีของการถูกหนูที่มีเชื้อกัดโดยตรงนั้น แม้จะมีรายงานโอกาสติดเชื้อได้ แต่ก็ถือว่าพบได้ในอัตราที่น้อยมาก ๆ เช่นกัน”

บริโภคหนูนา ใครเสี่ยง ป้องกันอย่างไร

หลายพื้นที่ในประเทศไทยยังมีการบริโภคหนูนา ดังที่หลายคนจะเห็นแผงขายเนื้อหนูนาตามริมถนนในต่างจังหวัด ในเรื่องนี้ อาจารย์กมลพรรณ ชี้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสฮันตามากที่สุดไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นพ่อค้าหนูนาและผู้ชำแหละ

“ในขั้นตอนการเตรียมหนูนา ผู้ชำแหละมักจะนำหนูไปเผาหรือต้มเพื่อถอนขนออกก่อน แม้จะผ่านความร้อนมาบ้าง แต่ที่อันตรายคือขั้นตอนการกรีดและผ่าเพื่อควักเอาเครื่องใน ลำไส้ หรือปอดออก หากไม่ระวัง เครื่องในแตกหรือเกิดการปนเปื้อน ผู้ชำแหละก็อาจสัมผัสเชื้อโดยตรง ดังนั้น ผู้เชือดหรือพ่อค้าหนูนาต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัย ใส่ถุงมือขณะเชือด และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จ ต้องล้างมือและทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างหมดจด”

สำหรับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ที่นิยมซื้อเนื้อหนูนาดิบตามร้านค้าหรือข้างทางเพื่อนำกลับมาปรุงอาหาร โอกาสในการติดเชื้อถือว่าน้อยลงมาก เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ขายมักจะควักเครื่องในที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อออกไปให้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม อาจารย์กมลพรรณ แนะนำว่าการหยิบจับเนื้อหนูดิบก็ไม่ต่างจากการซื้อเนื้อหมูดิบตามตลาดทั่วไป ผู้บริโภคต้องยึดหลักสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน คือระมัดระวังการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) โดยการแยกพื้นที่และเขียงสำหรับหั่นเนื้อดิบออกจากอาหารสุก และหลังจากจับซากหนูดิบแล้ว ให้ใช้แอลกอฮอล์ล้างมือทำความสะอาด หรือล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสหนูสดก่อนทำการปรุงอาหาร

“ฮันตาไวรัสไม่ทนต่อความร้อน ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและการดูแลสุขลักษณะการปนเปื้อนในครัวให้ดี จะช่วยรับประกันความปลอดภัยในการบริโภคได้” นอกจากนี้ อาจารย์กมลพรรณ ยังแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหนูนาจากแหล่งหรือฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ได้มาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

เลี่ยงพื้นที่และกิจกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

เชื้อไวรัสฮันตาที่ขับออกมาจากหนู (อุจจาระ ปัสสาวะ หรือน้ำลาย) สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่ระดับชั่วโมงจนถึงหลายวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณสารอินทรีย์วัตถุที่ปกคลุม 

“ยิ่งสภาพแวดล้อมที่เย็นหรือมีความชื้นเหมาะสม เชื้อยิ่งอยู่ได้นาน นอกจากนี้ การมีอินทรีย์วัตถุ เช่น เศษมูลสัตว์ปกคลุมทับเชื้อไว้ ก็จะยิ่งทำให้ตัวเชื้อคงทนได้นานขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกัน เชื้อไวรัสฮันตาถูกทำลายหรือตายได้ง่ายหากโดนแสงแดดหรือรังสี UV” 

อาจารย์กมลพรรณ แนะให้เลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ที่เป็นแหล่งอาศัยของหนูพุกโดยธรรมชาติ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม ยุ้งฉาง หรือบริเวณที่มีมูลหนูสะสม อากาศไม่ถ่ายเท และมีความชื้น แต่หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเหล่านั้น ก็ควรงดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง

“การปัด กวาด เช็ด ถู หรือแม้แต่การเป่าลม จะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งในอากาศ และเพิ่มโอกาสที่เราจะติดเชื้อผ่านการสูดดม”

เมื่อพบมูลและคราบปัสสาวะหนู ควรจัดการอย่างไร 

หากพบบริเวณที่สงสัยว่าจะมีหนู พบฉี่ หรือมูลหนู อาจารย์กมลพรรณ แนะให้จัดการพื้นที่ดังกล่าว ดังต่อไปนี้ :

  1. หลีกเลี่ยงการปัดกวาดโดยตรง หรือแม้แต่การใช้ลมเป่า เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของละอองฝอยสู่อากาศ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ทำให้ละอองฝอยปนเปื้อนเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจจากการสูดดม
  2. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ น้ำยาฟอกขาว (ไฮเตอร์หรือสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์)ชุบกระดาษทิชชูให้ชุ่ม แปะทับบริเวณที่มีมูลหนูทิ้งไว้ 5-10 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการ “เช็ด” ออกแทน เพื่อลดการกระจายตัวของฝุ่นเชื้อในสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
  3. สวมหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกัน ทุกครั้งที่ทำกิจกรรมเสี่ยง เมื่อเสร็จสิ้นให้ถอดทิ้ง ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และชำระร่างกายทำความสะอาดทันที

โรคติดต่อจากหนูที่คนไทยควรเฝ้าระวัง

การติดเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดิสหรือสายพันธุ์ไทยมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก สพ.ญ. ดร.กมลพรรณ ย้ำและกล่าวว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและเฝ้าระวังมากกว่าคือ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นที่ส่งผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำท่วมขัง และมีการรายงานการระบาดเป็นระยะ ๆ และส่งผลกระทบต่อประชากรชาวไทยมากกว่าฮันตาไวรัสอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงโรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub typhus) และโรคไข้รากสาดจากหนู (Murine typhus) ที่เกิดจากแบคทีเรียโดยมีหนูเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้ ผื่นขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ปอดหรือสมองอักเสบได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับหนูอย่างซัลโมเนลลา (Salmonella) เป็นต้น 

“โรคฮันตาไวรัสไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย ประเทศไทยเรามีระบบสาธารณสุขที่คอยติดตามเฝ้าระวังโรคติดต่อจากสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อติดตามเชื้อในกลุ่มสัตว์ฟันแทะมาโดยตลอด ดังนั้น จึงไม่อยากให้ทุกท่านรู้สึกกังวลใจจนเกินไป เพียงเราทำความเข้าใจและไม่ประมาท หมั่นดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล บริโภคอาหารที่ปรุงสุกสะอาด และจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพียงเท่านี้เราทุกคนก็จะสามารถป้องกันตนเองและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย” สพ.ญ. ดร.กมลพรรณ กล่าวทิ้งท้ายให้ความมั่นใจ

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

“ฮันตาไวรัส” คนไทยควรกังวลแค่ไหน? อาจารย์จุฬาฯ มีคำตอบ