GIN-D by Chula: จากงานวิจัยและนวัตกรรม สู่เมนูสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของเมือง

เมื่อการออกไป “รับประทานอาหารนอกบ้าน” หนึ่งมื้อ ไม่ใช่เพื่อการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบไปพร้อมกัน แนวคิดนี้คือ หัวใจของโครงการ GIN-D by Chula ที่ก้าวข้ามกรอบของงานวิจัยทั่วไป ไปสู่การให้นิยามใหม่ของระบบนิเวศอาหารสุขภาพที่สามารถหล่อหลอมวิถีชีวิตเมืองที่มีสุขภาวะและความยั่งยืนได้อย่างไร
Highlights
- จุฬาฯ จับมือร้านอาหาร สร้างเครือข่าย GIN-D เพื่อสุขภาพ
- 6 ร้านอาหาร GIN-D: ยกระดับเมนูซิกเนเจอร์ให้ดีต่อสุขภาพ
- GIN-D: เปลี่ยนงานวิจัย เป็นมื้ออร่อยเพื่อสุขภาพ
- GIN-D: ใส่ใจวัตถุดิบ ดีต่อคน ดีต่อโลก
- เมนูสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งคนกินและธุรกิจ
- จากเสียงผู้บริโภค สู่เมนูสุขภาพที่ตอบโจทย์คนเมือง
- ชวนสายกิน อิ่มอร่อยกับเมนูสุขภาพจากร้านดัง
จากย่านต่าง ๆ โดยรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งสามย่าน สยามสแควร์ บรรทัดทอง และยูเซ็นเตอร์ กำลังแปรเปลี่ยนเป็น “ห้องปฏิบัติการมีชีวิต” (Living Lab) สำหรับประสบการณ์การรับประทานอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่ใส่ใจสุขภาพ ผ่านต้นแบบโครงการกินดี (GIN-D by Chula: Chula Gastronomy, Innovation, and Design) เกิดจากการที่นักวิจัยจุฬาฯ ร่วมกับเชฟ เกษตรกรท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ผู้ประกอบการ ชุมชน และผู้บริโภค มาร่วมกันออกแบบและให้นิยามของ “การกินเพื่อสุขภาพ” รูปแบบใหม่ เพื่อนำเสนอมุมมองอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สามารถทำให้อร่อยได้จริง โครงการอาศัยแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่ผ่านการแปรรูปน้อย ควบคู่กับนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับคุณค่าทางโภชนาการของเมนูซิกเนเจอร์ในร้านอาหารที่เข้าร่วม
“หัวใจหลักของโครงการนี้คือแนวคิดการบูรณาการศาสตร์ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สาธารณสุข สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เพื่อสร้างแบบจำลองใหม่ของระบบนิเวศอาหารในเมืองที่ยกระดับสุขภาพประชาชน เสริมสร้างวิถีเมืองที่ยั่งยืน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ หัวหน้าโครงการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ‘กินดี’ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเมืองอย่างยั่งยืน (Chula Rice GIN-D) และการประเมินผลกระทบทางสังคม” ภายใต้ชุดโครงการต้นแบบนวัตกรรมอาหารสุขภาพ “GIN-D” เสริมสร้างพื้นที่สุขภาวะ เศรษฐกิจ สู่การดำรงชีวิตในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

หัวหน้าโครงการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ‘กินดี’
จากภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากทุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านกองทุนศตวรรษที่ 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (C2F) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำงานวิจัยทางวิชาการไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่มีความหมายต่อสังคม และสร้างต้นแบบของ “ย่านอาหารสุขภาพ” (Healthy Food District)
(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและการค้นพบเมนูข้าวแกงที่คัดสรรมาเป็นพิเศษซึ่งก้าวข้ามแบบแผนดั้งเดิมของการรับประทานข้าวแกงไทย: เกี่ยวกับโครงการ GIN-D และการพลิกโฉมข้าวแกง: แนวทางสร้างสรรค์ของจุฬาฯสู่อาหารไทยเพื่อสุขภาพ)
จุฬาฯ จับมือร้านอาหาร สร้างเครือข่าย GIN-D เพื่อสุขภาพ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติรัตน์ ได้กล่าวถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของร้านอาหารที่เป็นที่รู้จักเพื่อยกระดับคุณค่าทางโภชนาการของเมนูสำคัญของร้านที่มีอยู่แล้วหรือการออกแบบเมนูใหม่ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ ของร้านโดยมีเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดเลือกร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการดังนี้:
1. ร้านอาหารต้องดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสามปีและแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและการมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างแข็งแกร่ง
2. ให้ความสำคัญกับร้านอาหารที่นำเสนอเมนูหรืออาหารที่เป็นเอกลักษณ์หรือมีสูตรที่สืบทอดกันมาอย่างน้อยหนึ่งรุ่น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับร้านอาหารที่ผสมผสานสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่มาจากภูมิปัญญาการทำอาหารแบบดั้งเดิม
3. ร้านอาหารที่เข้าร่วมจะต้องมีเชฟหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่มีคุณสมบัติและได้รับการรับรองวิชาชีพ
4. ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเต็มใจที่จะเข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีโดยยึดตามเกณฑ์เหล่านี้ ปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการอยู่ 6 ร้าน
6 ร้านอาหาร GIN-D: ยกระดับเมนูซิกเนเจอร์ให้ดีต่อสุขภาพ
ตามที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติรัตน์กล่าว ร้านอาหารที่ได้รับเลือกจะปรับปรุงเมนูซิกเนเจอร์ของตนโดยการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยวัตถุดิบจากนวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารที่ได้จากนักวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ลดส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษารสชาติและอัตลักษณ์อาหารดั้งเดิมไว้
“เราให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของร้านอาหารแต่ละแห่งที่เข้าร่วม โดยศึกษารูปแบบอาหารที่มีความหมายสะท้อนตัวตนของร้านหรือสูตรจากภูมิปัญญา และประวัติความเป็นมาของเมนูซิกเนเจอร์ จากนั้นเราจะนำนวัตกรรมที่เน้นสุขภาพซึ่งพัฒนาโดยนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาผสมผสาน เช่น เพียวเรผลไม้พรีไบโอติก น้ำเชื่อมที่มาจากน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนดพรีไบโอติก และส่วนผสมจากผักไชยาเพื่อสกัดเป็น Chaya Umami ส่วนผสมนวัตกรรมเหล่านี้จะถูกปรับและผสานรวมเข้ากับเมนูเพื่อสุขภาพของ GIN-D เพื่อให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ทางอาหารของแต่ละร้านอาหาร”
ร้านอาหารทั้ง 6 ร้าน พร้อมเมนูเพื่อสุขภาพ มีดังต่อไปนี้:
1. ร้านนายอู๋(ข้าวแกงสามย่าน) (จำหน่ายเมนูสุขภาพเฉพาะวันอังคาร – วันศุกร์)
- ข้าวกล้องแกงเขียวหวานเฮลตี้ ใส่น้ำตาลโตนดพรีไบโอติกและผงไชยาอูมามิ
- ลูกเดือยและแปะก๊วยในน้ำเชื่อมโตนดพรีไบโอติก

2. ร้านครัวดอกไม้ขาว (White Flower Cafe)
- ข้าวควินัวปลาทูลุยสวน ราดน้ำสลัดน้ำตาลโตนดสูตรลดน้ำตาลและมะนาว
- ข้าวปลาทูลุยสวน ผสมผงไชยาอูมามิ ทานคู่กับซุปเคี่ยวปลากะพง

3. ร้านดู๋ดี๋สยาม ชั้น 5 สยามสแควร์วัน
- บะหมี่ไข่ (ลดน้ำตาล) ใส่ไข่ลวกและหมูแดง
- ราดหน้าหมูสามเซียนผักไชยา

- มิกซ์เบอร์รียโยเกิร์ตเชค กับเพียวเรสับปะรดสูตรลดน้ำตาล
- ขนมปังปิ้งสังขยานมสดและสังขยาชาไทย ในน้ำเชื่อมน้ำตาลโตนดสูตรลดน้ำตาล
- ไอศกรีมชาไทย กับเพียวเรลำไยและน้ำเชื่อมน้ำตาลมะพร้าวสูตรลดน้ำตาล
- Chula Fresh Milk Slurpy

- สะเต๊ะสามอัศวินทานกับน้ำจิ้มสูตรลดน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวร์โดว์
- มูสมะม่วงไข่ทองคำ (มูสเพียวเรมะม่วงพรีไบโอติกสูตรลดน้ำตาลราดด้วยซอสเสาวรส)

- แกงเคียงเพียงคำไชยาอูมามิ เมนูพิเศษของโครงการฯ ทานคู่กับปลาดุกทอดกรอบและข้าวสีชมพูบนกลีบดอกบัว
- ผัดไทยเฮลตี้ห่อไข่กุ้งสด สูตรลดน้ำตาล

GIN-D: เปลี่ยนงานวิจัย เป็นมื้ออร่อยเพื่อสุขภาพ
ความเชี่ยวชาญทางมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์คืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของโครงการ GIN-D ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ก๊กผล ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบอาหาร (FRTL) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกเมนูโดดเด่นที่ได้รับการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างพิถีพิถันจะได้รับการทดสอบตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การประเมินความปลอดภัยทางจุลชีววิทยาไปจนถึงการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการอย่างครอบคลุม

ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบอาหาร (FRTL) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ด้วยการวิเคราะห์กระบวนการผลิตอาหารและการทดสอบทางจุลชีววิทยาที่ได้รับการรับรองจากห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบอาหาร (FRTL) คณะวิทยาศาสตร์ เราจึงมั่นใจได้ว่าเมนูที่นำเสนอมีทั้งความปลอดภัยที่ได้รับการตรวจสอบแล้วและคุณค่าทางโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค” ศ.ดร.ศิริรัตน์ กล่าว

จากภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในขณะเดียวกัน ศ.ดร.ศุภอรรจ ศิริกันทรมาศ จากภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คิดค้นส่วนผสมใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงเพียวเรผลไม้ น้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากตาลโตนดและช่อดอกมะพร้าว และสารเพิ่มรสชาติจากพืช Chaya Umami ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพโดยไม่ลดทอนรสชาติ
“เราจะนำส่วนผสมใหม่ๆ เหล่านี้มาใช้ในเมนูเพื่อสุขภาพของ GIN-D ได้พัฒนาวัตถุดิบนวัตกรรม ทั้งเพียวเรผลไม้ น้ำเชื่อมน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนดพรีไบโอติก และสารเพิ่มรสชาติจากพืช โดยใช้ไชยาอูมามิ ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพโดยไม่สูญเสียรสชาติ การคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันนี้ช่วยลดน้ำตาล โซเดียม และไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ในขณะที่ยังคงรสชาติจัดจ้านและความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมไว้ ดังนั้นโครงการมุ่งตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานชนิดที่ 2” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าว


GIN-D: ใส่ใจวัตถุดิบ ดีต่อคน ดีต่อโลก
นอกเหนือจากรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิติรัตน์ กล่าวเสริมว่า โครงการ GIN-D ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสังคม
การตรวจสอบย้อนกลับได้และการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น โครงการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและผู้ผลิตท้องถิ่น เพื่อสร้างความโปร่งใสในการผลิตและส่งเสริมการใช้วัตถุดิบสดที่ผ่านการแปรรูปน้อย
“GIN-D สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและเสริมความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานของชุมชน ข้าวอินทรีย์ ดอกไม้กินได้ และน้ำตาลโตนด เป็นเพียงตัวอย่างของวัตถุดิบท้องถิ่นที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นทั้งทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ” — ผศ. ดร. ฐิติรัตน์
นอกจากนี้ โครงการยังรับมือกับปัญหาขยะอาหารในเมือง ด้วยการนำแนวปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียนมาแปรขยะอาหารให้มีมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์ได้ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ผลกระทบของโครงการได้รับการวัดผลผ่านกรอบที่เป็นระบบ ทั้ง ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) และ ระบบ Triple S โดยผลเบื้องต้นน่าพอใจ ทั้งความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น รายได้ของธุรกิจท้องถิ่นที่สูงขึ้น และความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารยั่งยืนที่เติบโตขึ้น
โครงการนี้กำลังได้รับการพัฒนาโดยความร่วมมือกับทีมวิจัยของเราจากคณะครุศาสตร์ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ และรองศาสตราจารย์ ดร. ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์นวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula SiHub)
“สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูเอกสารเรื่อง “การเพิ่มมูลค่าสูงสุดของโครงการวิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน: ระบบ 3S ของการประเมินผลกระทบทางสังคม – กรณีศึกษาโครงการวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติรัตน์ อธิบาย
เมนูสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งคนกินและธุรกิจ
ในขั้นตอนการประเมินทางประสาทสัมผัส โครงการได้เชิญบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารหลายท่าน รวมถึงคุณกิตติ พรศิวะกิจ CEO ของ Sita Imprezzo—Thai Birdnest Delivery หลังจากได้ลิ้มลองอาหารหลายเมนูที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ คุณกิตติแสดงความประหลาดใจอย่างน่ายินดี สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “การกินดี” ได้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในที่สุด

CEO ของ Sita Imprezzo—Thai Birdnest Delivery
“อาหารเพื่อสุขภาพต้องเข้ากับชีวิตจริง” เขากล่าว “โครงการนี้ท้าทายความเข้าใจผิดที่มีมานานว่าอาหารเพื่อสุขภาพนั้นจืดชืด น่าเบื่อ หรือกินยาก แต่ไม่มีเมนูใดที่ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพที่ถูกบังคับ ทุกจานยังคงมีรสชาติ มีเอกลักษณ์ และอาหารที่คุณอยากกลับมาทานอีก”
สามเมนูที่คุณกิตติชื่นชอบเป็นพิเศษ ได้แก่ สเต๊ะสามอัศวิน จาก The Food School, ข้าวปลาทูลุยสวน และ สลัดแซลมอนย่าง จากครัวดอกไม้ขาว โดยเห็นว่าเมนูเหล่านี้มีความเป็นไทยชัดเจน แต่สดใหม่และกินง่ายกว่า สมดุลทั้งโปรตีน ผัก และรสชาติ เป็นอาหารที่สั่งได้เป็นประจำ ไม่ใช่เพียงการโปรโมทแค่ครั้งเดียว สำหรับคุณกิตติ GIN-D จึงไม่ใช่แค่การปรับโฉมเมนู แต่เป็นภารกิจที่มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนวิธีการพัฒนาเมือง
“โครงการยกระดับอาหารให้เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาวะ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมือง และแม้กระทั่งการท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน หากสำเร็จ แบบจำลองนี้สามารถขยายผลไปทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นต่อไปได้”
จากเสียงผู้บริโภค สู่เมนูสุขภาพที่ตอบโจทย์คนเมือง
ทุกขั้นตอนของการพัฒนาเมนูอาหารนั้นขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภค ตั้งแต่ความชอบในรสชาติและพฤติกรรมการกิน ไปจนถึงแนวโน้มที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อเสนอแนะในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จึงปรับปรุงเมนูอาหารให้มีความสมดุลระหว่างคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติ และราคาที่เหมาะสม
“เราต้องการให้แน่ใจว่าทุกเมนูไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีความเป็นต้นตำรับและดึงดูดใจผู้บริโภคด้วย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติรัตน์กล่าว
โครงการนี้ได้จัดทำการสำรวจผู้เข้าร่วมโครงการเบื้องต้นจำนวน 44 คน เพื่อประเมินการรับรู้และพฤติกรรมของลูกค้าเกี่ยวกับเมนูอาหารเพื่อสุขภาพต้นแบบ ครอบคลุมทั้งข้อมูลประชากร ความตระหนักด้านสุขภาพ พฤติกรรมการใช้จ่าย ระดับความพึงพอใจ ความเต็มใจจ่าย และความตั้งใจซื้อในอนาคต ซึ่งผลลัพธ์สะท้อนการยอมรับที่ดีจากผู้บริโภค
“โดยทั่วไปแล้วผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบรสชาติ รับรู้ถึงประโยชน์ต่อสุขภาพ และแสดงความเต็มใจที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อยสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติรัตน์กล่าว
จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยความสำเร็จหลักของโครงการอาหารเพื่อสุขภาพที่พบ ได้แก่:
- รสชาติและรูปแบบการนำเสนอที่ดึงดูดใจ
- ราคาที่สมเหตุสมผล
- ประโยชน์ต่อสุขภาพที่ชัดเจน
- วัตถุดิบคุณภาพสูง
- ความสมดุลทางโภชนาการและความหลากหลายของเมนู
เมื่อวิเคราะห์สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกของผู้บริโภค พบว่าแรงจูงใจสามอันดับแรกคือ การนำเสนอที่น่ารับประทาน (45.5%) ความสนใจในอาหารสุขภาพ (43.2%) และความอยากลองสิ่งใหม่ (40.9%)


ในแง่ของรสชาติ จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภค ราว 38.6% ระบุว่าอาหาร “ดีมาก” และจะกลับมาซื้อซ้ำแน่นอน ขณะที่ 34.1% พึงพอใจและอาจสั่งอีก มีเพียงส่วนน้อยที่ระบุว่าจะไม่สั่งซ้ำ
“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารเพื่อสุขภาพไม่ได้ถูกมองว่าจืดชืดหรือไม่น่ารับประทานอีกต่อไป ซึ่งแต่เดิมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยอมรับอาหารเพื่อสุขภาพ ทุกวันนี้ รสชาติ รูปลักษณ์ และการจัดเสิร์ฟมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกมื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิติรัตน์ กล่าวเสริม
ชวนสายกิน อิ่มอร่อยกับเมนูสุขภาพจากร้านดัง
ในก้าวต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิติรัตน์ กล่าวว่า โครงการเชิญชวนผู้รักอาหารเข้าร่วมผ่าน โปรแกรมสมาชิก (Membership) เพื่อสำรวจเมนูที่ออกแบบมาเป็นพิเศษในร้านพันธมิตร โดยผสานสิทธิประโยชน์พิเศษเข้ากับความสะดวกในการเข้าถึง เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนบูรณาการการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพเข้าสู่ชีวิตประจำวัน

“ผู้ที่สนใจสามารถสแกนเพื่อเป็นสมาชิก GIN-D และเข้าถึงเมนูที่คัดสรรเป็นพิเศษของเราได้ เมื่อซื้อเมนูครบ 5 เมนูจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นร้านเดียวกันหรือต่างกัน จะได้รับส่วนลด 100 บาท ซึ่งสามารถใช้ได้ที่ร้านอาหารใดก็ได้ในโครงการ” และ “แม้ว่าโครงการนี้จะเน้นที่ชุมชนโดยรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่การเป็นสมาชิกเปิดให้สำหรับทุกคนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย GIN-D” ผศ. ดร. ฐิติรัตน์ กล่าว
ด้วยโครงการนี้ ผู้บริโภค GIN-D จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอาหารที่เชื่อมโยงเกษตรกร เชฟ นักวิจัย และชุมชนเข้าด้วยกัน แปรทุกมื้ออาหารให้เป็นประสบการณ์ที่อร่อย มีความหมาย และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม


เมนู GIN-D จำนวนมากไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการดัดแปลงอาหารไทยที่คุ้นเคยและเป็นที่รัก หนึ่งในตัวอย่างเด่นคือ ข้าวแกง
ตามที่ได้รับเชิญให้ร่วมงาน Khao Gaeng Thai Curry Rice Championship 2025” สุดยอดแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้า Phenix ประตูน้ำ ชั้น 4 ทีมนักวิจัยโครงการกินดี จุฬาฯ ได้นำเสนอต้นแบบที่สร้างสรรค์ ตีความมื้ออาหารในชีวิตประจำวันนี้ใหม่ผ่านมุมมองด้านสุขภาพ วัฒนธรรม และการออกแบบ จึงเป็นโอกาสในการนำเสนอในรูปแบบใหม่ สร้างแบบจำลองใหม่ของการกินอาหารไทยเพื่อสุขภาพ กลายเป็นต้นแบบแรกภายใต้โครงการ GIN-D ที่พัฒนาร่วมกับนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์และนักวิจัยสายมนุษยศาสตร์ โดยมุ่งให้สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ ทั้งโปรตีนสูง โซเดียมต่ำ ลดน้ำตาล และวัตถุดิบต้านการอักเสบ ในขณะที่ยังคงอัตลักษณ์อาหารไทยไว้

จุดเด่นด้านนวัตกรรมคือการใช้วัตถุดิบเชิงหน้าที่ (Functional Ingredients) ที่พัฒนาผ่านงานวิจัย เช่น ใบไชยา พืชที่อุดมด้วยโปรตีน แมกนีเซียม และโพแทสเซียม โดยนำมาใช้เพิ่มรสอูมามิตามธรรมชาติ ช่วยลดการใช้เกลือ น้ำปลา หรือผงชูรส ทำให้อาหารดีต่อสุขภาพขึ้นโดยไม่เสียรสชาติ
ในขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากการดึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาใช้อย่างลึกซึ้งเชิงความหมาย วัตถุดิบถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนถึงมรดกและที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ข้าวและปลาดุกที่ได้จากความร่วมมือด้านการวิจัยและชุมชนเกษตรกรในท้องถิ่นเป็นพื้นฐานของอาหารจานนี้ แนวคิดนี้ยังรวมถึงองค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์ เช่น กุหลาบจุฬาลงกรณ์และดอกบัว (ปทุม) ซึ่งสะท้อนถึงที่ตั้งของมหาวิทยาลัยในอำเภอปทุมวัน พร้อมใช้สีธรรมชาติจากบีทรูทสร้าง “ข้าวสีชมพู” อันเป็นเอกลักษณ์ โดยหลีกเลี่ยงสีสังเคราะห์ เสริมด้วยกะทิสด น้ำตาลมะพร้าวพรีไบโอติกลดน้ำตาล และวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างปลาดุก ทำเป็นท็อปปิ้งกรอบเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและโปรตีน
หนึ่งในคุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การนำเสนอ แทนที่จะเสิร์ฟแกงบนข้าวในจานแบบดั้งเดิม อาหารจานนี้ได้รับการออกแบบให้รับประทานบนกลีบดอกบัว สร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งด้านประสาทสัมผัสและวัฒนธรรม ดอกบัวนั้นสามารถรับประทานได้ ให้รสชาติอ่อนๆ ขมเล็กน้อย ในขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความมุ่งมั่นของโครงการในการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและยั่งยืน

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมากกว่าแค่เพียงมื้ออาหาร แต่คือรูปแบบของนวัตกรรมทางสังคมและการทำอาหาร ที่ผสานการเล่าเรื่อง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แปลงให้เป็น “ข้าวแกง” เชิงประสบการณ์ที่กระตุ้นทั้งร่างกายและจินตนาการ และวางรากฐานสู่โครงการ GIN-D ในภาพกว้างต่อไป ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีผ่านอาหาร
GIN-D โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มที่ใหญ่กว่า: การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ “GIN-D” เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเมืองอย่างยั่งยืนและการประเมินผลกระทบทางสังคม ภายใต้ชุดโครงการต้นแบบนวัตกรรมอาหารสุขภาพ“GIN-D”เสริมสร้างพื้นที่สุขภาวะ เศรษฐกิจ สู่การดำรงชีวิตในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์หลัก
1. พัฒนาและออกแบบเมนูอาหารเพื่อสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเชฟ เจ้าของร้านอาหาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
2. ดำเนินการทดสอบอาหารในเมนูที่ออกแบบไว้เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย มาตรฐานโภชนาการและจัดทำฉลากโภชนาการ
3. เพื่อสร้างดัชนีการรับรู้ทางประสาทสัมผัสสำหรับใช้ในการออกแบบเมนู
4. เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่ออาหารเพื่อสุขภาพ
5. เพื่อพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดสำหรับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมจากกระบวนการของโครงการอย่างเป็นระบบ
โครงการ Gin-D เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ในการเข้าร่วมการแข่งขันข้าวแกงไทยชิงแชมป์ 2025 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับประเทศที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมอาหารริมทางที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดอย่างหนึ่งของไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ร่วมกับสมาคมร้านอาหารไทย โครงการนี้ได้รังสรรค์เมนูเด่นคือ “แกงเคียงเพียงคำ” ซึ่งเป็นอาหารจานเดียวที่ปรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในฐานะทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ



จากแรงบันดาลใจนี้ นักวิจัยจากโครงการ GIN-D ได้รับการยอมรับในเวลาต่อมาว่าเป็นหนึ่งใน 100 นักวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารชั้นนำโดย FoodX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือที่เชื่อมโยงนักวิจัยจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) กับผู้นำในอุตสาหกรรมและพันธมิตรภาคเอกชนตลอดห่วงโซ่อุปทานและคุณค่าของอาหาร โดยเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมให้เป็นผลกระทบทางอุตสาหกรรมที่แท้จริงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีการบูรณาการวิทยาศาสตร์นวัตกรรมอาหารและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่นในการพัฒนาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นคุณค่า
นอกจากนี้ โครงการยังได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบและให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมอาหารแก่ผู้ประกอบการในงาน FoodX-Premiumization Day 2025 ซึ่งจัดโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) และสำนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมนูอาหารเพื่อสุขภาพของ GIN-D ยังคงให้บริการในงานต่างๆ รวมถึงการสัมมนา การประชุมกลุ่มเป้าหมาย และการประชุมที่จัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย







