ข้ามไปยังเนื้อหา

สติ Store “ร้านสะดวกรู้” รู้ตัว รู้ใจ ธรรมในชีวิตประจำวัน เข้าถึงง่ายตามสไตล์คนเมือง

ตีโจทย์การนำธรรมะและการฝึกสติให้เข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์คนเมือง อาจารย์ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสวนโมกข์กรุงเทพ ผ่านกระบวนการออกแบบร่วมกันสู่ “สติ Store” ร้านสะดวกรู้ ในรูปแบบรถเข็น เคลื่อนที่ไปได้ทุกแห่ง เพื่อเสิร์ฟกิจกรรมสติและผลิตภัณฑ์ส่งเสริมธรรมะให้กับคนเมือง

เมื่อพูดถึงคำว่า “ธรรมะ” หรือ “การฝึกสติ” ภาพจำของคนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการเข้าวัด นุ่งขาวห่มขาว เข้าค่ายวิปัสสนากรรมฐาน หรือสวดมนต์ท่องจำคำบาลีที่ดูยากและไม่เข้าใจ แต่เมื่อ “ธรรมะและสติ” มาในรูปแบบ “รถเข็น” ที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมมีป้ายเขียนว่า “สติ Store” หรือ “ร้านสะดวกรู้” สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้คนต่างเดินเข้ามา พูดคุยแลกเปลี่ยน และสอบถามเกี่ยวกับป้ายนิทรรศการที่ตั้งโชว์ข้าง ๆ รถเข็น และผลิตภัณฑ์ที่วางโชว์ เช่น ย่าม “สู่สุขสติ” พัดสติ ต้นกฐินสติทาน ฯลฯ 

ดร.นภัสมล จันทร์ภิบาล  อาจารย์ประจำภาควิชานฤมิตศิลป์ (สาขา Exhibition and Experience Design)  คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.นภัสมล จันทร์ภิบาล 
อาจารย์ประจำภาควิชานฤมิตศิลป์ (สาขา Exhibition and Experience Design) 
คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนึ่งในผู้ที่ให้บริการการขายอยู่หน้าร้านสติ Store คือ ดร.นภัสมล จันทร์ภิบาล อาจารย์ประจำภาควิชานฤมิตศิลป์ (สาขา Exhibition and Experience Design) คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักออกแบบและนักวิจัย ผู้อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และชวนผู้สนใจมาร่วมเล่นเกมและเรียนรู้กิจกรรมสร้างสติในชีวิตประจำวัน 

“สำหรับร้านของเรา ตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ใช่ยอดขาย หรือจำนวนคนเข้าชม แต่คือ “บทสนทนา” ที่เกิดขึ้นที่หน้ารถเข็น สติ Store การที่ผู้คนทุกวัยสามารถยืนถกเถียงและแลกเปลี่ยนเรื่องสภาวะจิตใจกันได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้ฟังเทศน์ นั่นคือข้อพิสูจน์ว่านวัตกรรมนี้สามารถเปลี่ยนธรรมะให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จับต้องได้จริงในสังคม” ดร.นภัสมล กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการวิจัยและนวัตกรรมสุขภาวะในชื่อ “สติ Store” (ร้านสะดวกรู้) อันเป็นโครงการความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ)เพื่อค้นหารูปแบบและนวัตกรรมที่ผสานธรรมะและการฝึกสติให้สอดคล้องและถูกจริตวิถีชีวิตคนเมือง

แนวคิดเบื้องหลัง “สติ Store” 

ด้วยการสนับสนุนจากทุนวิจัยนวัตกรรมศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์นภัสมลริเริ่มกระบวนการวิจัยที่เรียกว่า “Creative Confidence” (ความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์) มาใช้ในการ Co-design ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัย ชุมชน และพระสงฆ์ ผ่านการทำเวิร์กชอป 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อตกผลึกร่วมกันว่า “สติ” ในมุมมองของคนทั่วไปมีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วนำข้อสรุปที่ได้มาออกแบบกิจกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ “สติ” 

“คนเมืองส่วนใหญ่มองการฝึกสติเป็นเรื่องยากและไม่มีเวลาไปวัด วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่มองธรรมะ และสติเป็นเรื่องน่าเบื่อ ในขณะเดียวกัน พระอาจารย์ผู้สอนเองก็ขาดสื่อหรือเครื่องมือที่จะนำไปใช้พูดคุยกับคนยุคใหม่นอกเหนือจากการนั่งฟังเทศน์” ดร.นภัสมล เล่าความคิดเบื้องหลังการออกแบบ “สติ Store” ร้านรถเข็นที่เคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ เป็นการเพิ่มการเข้าถึงคนเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ และยังเป็นพื้นที่ทดลองในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพระสงฆ์และผู้คนในสังคม นอกจากพื้นที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมด้วย

ด้วยความที่คนเมืองมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ต้องเผชิญกับความกดดันและการแข่งขันมากมาย นำไปสู่ความเครียดสะสม หลายคนพยายามมองหาทางออกเพื่อเยียวยาจิตใจ โครงการฯ จึงหยิบคอนเซปต์ “ร้านสะดวกซื้อ” ที่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่รักความสะดวกสบาย เร็ว ง่าย มาแปลงเป็น “ร้านสะดวกรู้” พื้นที่ที่ทุกคนสามารถแวะเวียนมาเลือกหยิบสติกลับไปใช้ได้ทุกเมื่อ และฝึกสติแบบง่าย ๆ ที่กลมกลืนอยู่ในชีวิตประจำวัน ตามสโลแกน “รู้ตัว ดูใจ ได้ทุกวัน”

พระครูธรรมรัต วัดญาณเวศกวัน (พระอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการฯ)
พระครูธรรมรัต
วัดญาณเวศกวัน (พระอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการฯ)

พระครูธรรมรัต แห่งวัดญาณเวศกวัน (พระอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการฯ) กล่าวถึงความสำคัญของสติว่า “แท้จริงแล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่เราใช้อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น การมีสติเวลาเดินขึ้นบันไดเพื่อไม่ให้หกล้ม หรือการกดลิฟต์ให้ถูกชั้น แต่ปัญหาของคนยุคนี้คือ เมื่อเผชิญกับความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วไม่ได้รับการชำระล้าง ความขุ่นมัวเหล่านั้นจะถูกสั่งสมลงในจิตใต้สำนึก จนวันหนึ่งเพียงแค่ถูกสะกิดด้วยคำพูดประโยคเดียว คนเราก็อาจสติแตก ทะเลาะเบาะแว้ง หรือรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่”

แม้สติจะเป็นเรื่องที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญ แต่ สติ” เป็นภาษาสากลที่คนทุกศาสนาเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์ อิสลาม หรือผู้ที่ไม่มีศาสนา พระครูธรรมรัต กล่าว

นิทรรศการร้านสะดวกรู้ พื้นที่ทดลอง “รู้ใจ”  

ความโดดเด่นของสติ Store คือการเป็นพื้นที่ให้คนได้มาทดลอง (experiment) กับสภาวะจิตใจตนเอง ภายในร้านสะดวกรู้ประกอบด้วยกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ได้แก่  

  • ต้นกฐินสติทาน: ดัดแปลงจากต้นกฐินในวัดให้เป็น “ต้นฝาก-ถอนสติ” โครงการฯ จะมีใบฝาก-ใบถอน คล้ายสมุดบัญชีธนาคาร หากใครรู้สึกว่าตัวเองจัดการอารมณ์ได้ดี ก็ให้เขียนข้อความลงใน “ใบฝากสติสะสม” แล้วเสียบใบฝากกับ “ไม้สีฟ้า” ก่อนปักลงที่ต้นกฐินสติทาน หากใครเครียดหรือมีอารมณ์เชิงลบ ก็ให้เขียนระบายลงใน “ใบถอนใจเติมใจ” เสียบกับ “ไม้สีส้ม” แล้วปักลงที่ต้นกฐินสติทานเช่นกัน  

อาจารย์นภัสมลอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “กิจกรรมนี้คือการทำทานด้วยการแชร์ประสบการณ์ ผู้ที่มาอ่านข้อความในใบฝาก ใบถอน จะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว แต่มีเพื่อนที่รู้สึกคล้ายเรา นอกจากนี้ ข้อมูลความเครียดทั้งหมดจะถูกรวบรวมเป็น “Sati Exchange Rate” เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางสังคมต่อไป”

  • Shades of Sati (เฉดของสติ): กิจกรรมเช็กระดับการเกิด-ดับของสติว่าแต่ละคนมีสติอยู่ในเฉดใด เพราะว่าสติไม่ได้ปรากฏในลักษณะของการมีหรือไม่มีเท่านั้น หากแต่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ หลายระดับ หลายมิติเปรียบเสมือนเฉดสี เราจึงแบ่งสติออกเป็น 5 เฉดสี ดังนี้
    • สติเกิด (Awaking Sati) สีเหลือง คือ เริ่มรู้ตัวและรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
    • สติตั้งมั่น (Stable Sati) สีส้ม คือ อยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่องและชัดเจน
    • สติเคลื่อนไหว (Flowing Sati) สีฟ้า คือ รู้ตัวท่ามกลางการใช้ชีวิตและกิจกรรมต่างๆ สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
    • สติเลือนหาย (Fading Sati) สีแดง คือ เผลอไหลไปกับความคิด อารมณ์ สิ่งเร้า อาจเป็นสถานะเพียงชั่วคราวหรืออาจเกิดขึ้นยาวนานต่อเนื่อง
    • สติกลับคืน (Returning Sati) สีเขียว คือ รู้ว่าเผลอและกลับมารู้ตัวอีกครั้ง 
  • มีสติ-ชีวิตไม่ตกกระป๋อง: กิจกรรมที่ชวนให้ผู้สนใจสุ่มหยิบการ์ดจากกระป๋องสติ (รูปทรงคล้ายบรรุจภัณฑ์ปลากระป๋อง) แล้วอ่านข้อความที่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แล้วให้ผู้เล่นได้ลองคิดว่าหากเจอสถานการณ์ดังกล่าว เราจะมีท่าทีและการตอบสนองอย่างไร ยกตัวอย่างสถานการณ์ “ถูกเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่เข้าหู”

เราอยากชวนให้ทุกคนหยุดทบทวนว่า ปกติเราฟังเพื่อเข้าใจ หรือฟังเพื่อเตรียมตอบโต้ทันที? และเมื่อเราสามารถดึงตัวเองออกมาได้และตื่นรู้อย่างมีสติ เราก็จะสามารถจัดการปัญหาตรงนั้นได้ และทำให้ตัวเองไม่ตกกระป๋อง” อาจารย์นภัสมล กล่าว “การได้ทดลองคิดล่วงหน้าว่าเราจะมีท่าทีตอบสนองต่อเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไร จะเป็นการเตรียมความพร้อมของเรา คำตอบที่เราคิดไตร่ตรองแล้วในการเล่นกิจกรรมนี้ จะเป็น “สติ” ที่เตือนใจเราได้หากต้องเจอกับสถานการณ์นั้น ๆ ในชีวิตจริง” 

  • Relation-chips สติปรุงสัมพันธ์: กิจกรรมนี้ชวนทุกคนมาสำรวจความสัมพันธ์รอบตัว “เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ค่อย ๆ ถูกปรุงจากการใส่ใจ รับฟัง เข้าใจ และดูแลกันในทุกวัน” ที่ร้านสะดวกรู้จะมีสติกเกอร์มันฝรั่งให้แต่ละคนเลือกหยิบที่ตรงกับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เพื่อทบทวนดูว่าความสัมพันธ์ใดที่เราอาจจะอยากดูแล อยากกล่าวขอบคุณ อยากเติมเต็ม หรืออยากรับฟังกันให้มากขึ้น เป็นต้น 

คุณศศวรรณ จิรายุส จากฝ่ายสื่อสารงานธรรม สวนโมกข์กรุงเทพ เล่าว่าเมื่อนำรถเข็น สติ Store ไปจัดแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ ผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างเดินเข้ามาพูดคุยเรื่องสติกันทั้งวันโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอนธรรมะ

คุณศศวรรณ จิรายุส ฝ่ายสื่อสารงานธรรม สวนโมกข์กรุงเทพ
คุณศศวรรณ จิรายุส
ฝ่ายสื่อสารงานธรรม สวนโมกข์กรุงเทพ

“ร้านสะดวกรู้” ศูนย์การค้าแห่งจิตใจในชีวิตประจำวัน  

นอกจากนิทรรศการการเรียนรู้สติแล้ว ที่ร้าน สติ Store ยังมี ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ อีกหลายชิ้นที่ออกแบบมาจากการถอดรหัสพฤติกรรมคนเมือง ได้แก่

  • กระบอกน้ำไซส์ A5 ที่สกรีนคำว่า “ดื่ม ดู รู้ เติม วาง” อาจารย์นภัสมลกล่าวว่า “ไอเทมนี้ถอดรหัสมาจากการสำรวจพฤติกรรมคนทำงานออฟฟิศ ที่ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง5 โมงเย็น ทำงานแบบออโตไพลอต โดยไม่รู้ตัวเลยว่าระหว่างวันทำอะไรบ้าง กินน้ำไหม เวลากินข้าวกินอะไร คนกลุ่มนี้มักมีเวลาหยุดอยู่กับตัวเองแค่ 2 ช่วง คือ ตอนดื่มน้ำและตอนเข้าห้องน้ำ เราจึงออกแบบกระบอกน้ำไซส์ A5 พร้อมสกรีนข้อความเตือนใจว่า “ดื่ม ดู รู้ เติม วาง” เพื่อสะกิดให้รู้ว่า ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำ เติมความสดชื่นให้ร่างกายเท่านั้น แต่ต้องแวะ “เติมใจ” และวางความเครียดลงด้วย”
  • ย่าม “สู่สุขสติ” และเข็มกลัดเตือนใจ: กระเป๋าย่ามรูปทรงคล้ายย่ามพระ ที่ซ่อนกิมมิคเป็นลวดลายจุด ๆ สะท้อนถึงการเกิดและดับของสติ พร้อมข้อความอวยพร “สู่สุขสติ” ซึ่งหมายถึงการมีความสุขบนพื้นฐานของการมีสติและรู้ตัว ผู้ใช้ยังสามารถเลือกเข็มกลัดเตือนใจหลากหลายดีไซน์ เช่น เข็มกลัดสติสตางค์ (เตือนให้ใช้เงินอย่างมีสติ), เข็มกลัดรูปกล้องส่องทางไกล (สัญลักษณ์ของการเฝ้าสังเกต) หรือ เข็มกลัดทำสมาธิ ซึ่งเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้จะทำหน้าที่ทักทายเราตอนส่องกระจก หรือตอนกำลังหงุดหงิด ให้กลับมาอยู่กับลมหายใจได้ทันที
  • พัดดับร้อน & พวงกุญแจฮีลใจ : พัด” สำหรับคนขี้ร้อน ที่เมื่อหยิบมาพัดทางกาย ก็จะเป็นเครื่องเตือนสติให้ดับความร้อนรุ่มทางใจไปพร้อมกัน หรือ พวงกุญแจตุ๊กตา” น่ารัก ๆ ที่เราสามารถพูดคุยระบายความทุกข์ด้วยได้ ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารให้เรากลับมารู้เนื้อรู้ตัวในปัจจุบันขณะ

พระอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการฯ พระครูธรรมรัต กล่าวว่า สติ Store” ทำหน้าที่เสมือน ‘Shopping Center’ (ศูนย์การค้าแห่งจิตใจ) ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาทดลองและเลือก‘ชอปปิ้ง’ เครื่องมือกระตุ้นหรือเรียกสติ ในแบบที่สอดคล้องกับรสนิยมของตนเอง เช่น คนที่ขี้ร้อนก็ใช้พัด บางคนชอบสะพายย่าม หรือบางคนชอบห้อยตุ๊กตาพวงกุญแจ 

“เมื่อสิ่งของเหล่านี้ถูกดีไซน์ให้มีข้อความเตือนใจ มันจะทำหน้าที่สะกิดให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจในยามที่ใจกำลังร้อนรุ่ม เมื่อเรามี “สติ” เราจะเท่าทันอารมณ์ของตนเอง เมื่อเราเท่าทันอารมณ์บ่อย ๆ เราก็จะพัฒนาขึ้นไปสู่ “ปัญญา” ที่คอยเบียดเบียนกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ไม่ให้มีอิทธิพลเหนือใจเรา การเฝ้าสังเกตการเกิดดับของอารมณ์ผ่านของใช้ในชีวิตประจำวัน แท้จริงแล้วก็คือการพาคนเมืองก้าวเข้าสู่การเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”

สอดคล้องกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ได้แวะมาเยี่ยมชม “ร้านสะดวกรู้” ณ สวกโมกข์กรุงเทพ คุณศศวรรณ จากสวนโมกข์กรุงเทพ เล่าว่าพระอาจารย์ไพศาลให้ทัศนะว่า“สำหรับคนยุคปัจจุบัน ของชิ้นเล็ก ๆ ที่มีคำพูดตรง ๆ เหล่านี้ อาจช่วยดึงสติได้รวดเร็วและทัชใจมากกว่าการห้อยพระเครื่องเสียอีก เพราะพระเครื่องไม่ได้พูดอะไรกับเราโดยตรง” 

ในแง่ของการ “เรียกสติ” คุณศศวรรณเล่าประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า “อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดระดับความโกรธของเธอจาก 10 ให้ลดลงมาเหลือ 5 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยป้องกันหรือลดการปะทะที่รุนแรง นอกจากนี้ การได้เห็นข้อความให้กำลังใจเล็ก ๆ อย่าง “เหนื่อยไหม วันนี้กินข้าวหรือยัง” บนใบฝากสติ อาจสามารถช่วยดึงคน ๆ หนึ่งให้รอดพ้นจากการตัดสินใจฆ่าตัวตายในนาทีนั้นได้เลย”  

ธรรมะร่วมสมัยเสมอ โดยเฉพาะยุคโซเซียล

พระสุขสันต์ สุภัทโธ พระวิทยากรผู้คลุกคลีกับวัยรุ่น ให้ทัศนะว่า สติไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันถูกสถาบันศาสนาทำให้ดูยากและสูงส่งเกินเอื้อม “การนำธรรมะมาสื่อสารใหม่ ไม่จำเป็นต้องดึงคนเข้าวัด แต่เราสามารถ “เพิ่ม” ธรรมะเข้าไปในพื้นที่ที่คนอยู่ แม้กระทั่งในโลกออนไลน์อย่างเกม Roblox หากเราเข้าใจภาษาของพวกเขา”

พระสุขสันต์ สุภัทโธ  พระวิทยากร
พระสุขสันต์ สุภัทโธ 
พระวิทยากร

พระสุขสันต์กล่าวถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องหาเครื่องมือในการสื่อสารให้เข้าถึงใจคนเมืองและคนในยุคโซเซียลว่า “ความทุกข์แสนสาหัสของคนยุคโซเชียลคือการแสวงหา “คุณค่า” จากยอดไลก์และการยอมรับของสังคม จนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับภาพความสำเร็จปลอม ๆ ของผู้อื่น ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและสูญเสียตัวตน” 

หลุมพรางที่ทำให้คนเมืองไร้ความสุขคือ “การตั้งเงื่อนไข” ให้กับชีวิตมากเกินไป พระสุขสันต์ กล่าวให้สติ

“เรามักตั้งเงื่อนไขว่าต้องเจอแต่คนดี ๆ ต้องกินแต่อาหารที่อร่อยเพอร์เฟกต์ ซึ่งเมื่อมีสิ่งใดผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อย เราก็พร้อมจะหงุดหงิดและไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข การฝึกสติคือการลดเงื่อนไขเหล่านั้นลง แล้วกล้าที่จะเปิดรับอารมณ์ทุกรูปแบบที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า เหงา หรือท้อแท้ โดยมองว่ามันคือเพื่อนที่แวะมาทักทาย”

กุญแจสำคัญ “สู่สุขสติ” คือ “การยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข” พระสุขสันต์กล่าวและเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เวลาเราเลี้ยงลูกหมาที่กัดโซฟาพัง หรือลูกแมวที่ทำทีวีพัง เรายังมองเห็นความน่ารักและให้อภัยมันได้อย่างง่ายดาย แต่ทำไมเวลาที่เราทำผิดพลาด เราถึงไม่อนุญาตให้ตัวเองเป็นเหมือนลูกหมาตัวนั้นทำไมเราถึงไม่รักตัวเองแบบไร้เงื่อนไขบ้าง?” 

“มนุษย์ยุคนี้กลัวการ “นั่งอยู่เฉย ๆ กับตัวเอง” เพราะกลัวอดีตที่ยังไม่สะสางจะผุดขึ้นมา จึงเลือกที่จะไถฟีดโซเชียลเพื่อหาโดปามีนมากลบความรู้สึก การมีสติคือความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึก อนุญาตให้ตัวเองเศร้า เหงา หรือโกรธ โดยไม่ด่าทอหรือตัดสินตัวเอง”

ก้าวต่อไปของวิถีแห่งสติตามสไตล์ “ร้านสะดวกรู้”  

นวัตกรรมชุดนี้ได้รับความสนใจจาก “คนรุ่นใหม่” อย่างล้นหลาม ซึ่งอาจารย์นภัสมล สะท้อนว่าหัวใจของความสำเร็จมาจาก “ความสะดวกและการทลายกำแพงภาษา” 

“ที่ผ่านมา ธรรมะมักถูกผูกติดกับคำศัพท์บาลีที่เข้าใจยาก หรือแม้แต่คำว่า “มีสติหน่อย” ก็ถูกนำมาใช้ในเชิงตำหนิจนกลายเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ งานออกแบบของ สติ Store จึงเข้ามาพลิกโฉมภาพเดิม ๆ ของธรรม แปลงนามธรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูทันสมัย ร่วมสมัย และพกพาไปใช้งานได้จริง” 

ปัจจุบัน โครงการร้านสะดวกรู้ สติ Store มีคิว (Waiting List) รอรับรถเข็นไปตั้งตามพื้นที่ต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรงแรม โรงพยาบาล ธนาคาร และแม้วัดโพธิ์ก็สนใจนำไปทำเป็นของที่ระลึกที่สื่อสารธรรมะได้จริง ทั้งนี้ อาจารย์นภัสมลเห็นว่า สติ Store จะเป็นต้นแบบของงานวิจัยข้ามศาสตร์ที่สามารถขยายผลไปสู่การดูแลสุขภาวะประเด็นอื่น ๆ ได้ เช่น การตายดี-การอยู่ดี 

ล่าสุดโครงการ สติ Store ได้รับรางวัล Top 3 Finalist CEA Award (Creative Economy Agency Award) สาขา Creative Wellbeing Award และมีแผนที่จะเผยแพร่แนวคิดนี้สู่สายตาชาวต่างชาติแล้ว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพระครูธรรมรัต ที่หวังว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นผลิตภัณฑ์ธรรมดาอย่าง กระดาษทิชชู หรือขวดน้ำ ที่ถูกดีไซน์ให้คนบริโภคด้วยสติและปัญญา

“สติ Store ไม่ได้ชวนให้คนหลงใหลไปกับการซื้อของตามคำเชื้อเชิญของทุนนิยม แต่คือการใช้ “ปัญญา” ตระหนักรู้ว่าเราซื้อสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อคุณค่าอะไร การเฝ้าสังเกตตัวเองก่อนตัดสินใจหยิบของสักชิ้น คือการฝึกเบรกความอยาก และเปลี่ยนจากการใช้ชีวิตตามกระแสสังคม มาเป็นการดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญาอย่างแท้จริง” พระครูธรรมรัต กล่าว 

ที่สุดของ “ร้านสะดวกรู้” ไม่ได้อยู่ที่รถเข็น เกม นิทรรศการ หรือผลิตภัณฑ์ อาจารย์นภัสมล กล่าว

“เพียงแค่อนุญาตให้ตัวเองหยุดสักพัก หายใจเข้าลึก ๆ สำรวจว่าตอนนี้ใจเรารู้สึกอย่างไร หรือแค่ออกไปรับวิตามินดีและมองท้องฟ้า เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเปิด ร้านสะดวกรู้” เพื่อชุบชูจิตใจตัวเองได้ทุเมื่อ และในทุก ๆ วัน” 

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับ “รถเข็น สติ Store” ได้ที่ เพจ สติ space https://www.facebook.com/SatiSpaceBIA/?locale=th_TH

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

สติ Store “ร้านสะดวกรู้” รู้ตัว รู้ใจ ธรรมในชีวิตประจำวัน เข้าถึงง่ายตามสไตล์คนเมือง