“ป่าสะสมคาร์บอนมเหสักข์–สักสยามินทร์ จุฬาฯ สระบุรี” ต้นแบบการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ลดภาวะโลกร้อน และความเป็นกลางทางคาร์บอน

จากพื้นที่เชิงเขาที่เคยเสื่อมโทรมจากการทำเกษตรกรรม มาวันนี้ พื้นที่ 11 ไร่ของศูนย์พันธกิจเพื่อสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ได้กลายเป็นผืนป่าที่มีต้นสักกว่า 1,100 ต้น เติบโตอย่างแข็งแรง ทำหน้าที่ทั้งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เปิดโอกาสให้นิสิต นักเรียน นักวิจัย และประชาชนได้เรียนรู้เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่จริง
ผลจากการดูแลอย่างต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ ทำให้โครงการ “ป่าสะสมคาร์บอนมเหสักข์–สักสยามินทร์ จุฬาฯ สระบุรี” สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้รวม 316.707 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และได้รับใบประกาศเกียรติคุณภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Low Emission Support Scheme: LESS จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

Highlights
ต่อยอดโครงการระดับชาติ สู่ผืนป่าคาร์บอนของจุฬาฯ
รองศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย ดำรงโรจน์วัฒนา รองผู้อำนวยการศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม และอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าผืนป่าคาร์บอนของศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ สระบุรี เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จากการเข้าร่วมโครงการ “รวมใจภักดิ์ ปลูกมเหสักข์–สักสยามินทร์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ตั้งเป้าปลูกต้นไม้ทั่วประเทศรวม 8.4 ล้านต้น ระหว่างปี พ.ศ. 2554–2559

และอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“จุฬาฯ เข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยเราปลูกต้นมเหสักข์และสักสยามินทร์จำนวน 1,100 ต้น ที่ศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 เราไม่ได้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังปลูกเพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เชื่อมโยงกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก” รศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว
ต้นสักทรงคุณค่า ทั้งเชิงสัญลักษณ์ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจ
มเหสักข์และสักสยามินทร์เป็นไม้สักชนิดเดียวกัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tectona grandis L.f. แต่มีที่มาและความสำคัญทางประวัติศาสตร์แตกต่างกัน
มเหสักข์เป็นต้นสักขนาดใหญ่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งคาดว่ามีอายุประมาณ 1,500 ปี ขณะที่สักสยามินทร์สืบสายพันธุ์มาจากต้นสัก ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2444 ต้นกล้าที่นำมาปลูกในพื้นที่จุฬาฯ สระบุรี ได้รับการขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงมีความแข็งแรงและมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ชัดเจน


ในทางนิเวศวิทยา ไม้สักมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะแรก จึงดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื้อไม้จะมีความหนาแน่นสูงและสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในมวลชีวภาพได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผืนป่ายังเป็นแหล่งอาศัยและหากินของนก แมลง และสัตว์หลากหลายชนิด ช่วยฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่โดยรอบ
“ไม้สักเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจและเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่พื้นที่ป่าสักของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องจากการทำสัมปทานและการบุกรุกทำลายป่า” รศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว “การปลูกมเหสักข์และสักสยามินทร์จึงมีความหมายหลายมิติ ทั้งการแสดงความจงรักภักดี การอนุรักษ์พันธุกรรมไม้สัก การสะสมคาร์บอน การดูแลระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว”
ยากกว่าการปลูก คือการดูแลต้นไม้ให้กลายเป็นป่า
เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการคือการวางแผนและดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมกล้าไม้ การจัดผังปลูกโดยเว้นระยะห่างระหว่างต้น 4 เมตร การติดตั้งระบบน้ำหยดในช่วง 2 ปีแรก ไปจนถึงการให้น้ำต่อเนื่องในช่วง 5 ปีแรก เพื่อช่วยให้ต้นสักตั้งตัวและผ่านฤดูแล้งได้อย่างแข็งแรง
เจ้าหน้าที่ของศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ดูแลการตัดหญ้า ลดการแข่งขันกับวัชพืช ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และปลูกซ่อมต้นไม้ที่ไม่สมบูรณ์ในช่วง 3 ปีแรก พร้อมติดตามและบันทึกการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
ข้อมูลจากการติดตามไม่ได้ใช้เพื่อการดูแลป่าเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปพัฒนาเป็นฐานข้อมูลสำหรับงานวิจัยด้านนิเวศวิทยา วนศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัยอีกด้วย
“การปลูกต้นสักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการดูแลหลังปลูก การติดตามอัตราการรอด และการวัดการเจริญเติบโตในระยะยาว โครงการป่าคาร์บอนต้องวางแผนเป็นเวลาหลายสิบปี ไม่ใช่ปลูกแล้วจบ” รศ.ดร.พงษ์ชัย เน้นย้ำ
ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง การป้องกันไฟป่า ตลอดจนการจัดสรรบุคลากรและงบประมาณสำหรับติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดว่าพื้นที่ปลูกต้นไม้จะสามารถพัฒนาเป็นป่าที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้จริงหรือไม่
316.707 ตัน ตัวเลขที่ยืนยันการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว
การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ป่าแปลงนี้กักเก็บได้ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) โดยเจ้าหน้าที่วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นที่ระดับความสูง 1.3 เมตรจากพื้นดิน และวัดความสูงของต้นไม้ทุกต้นภายในแปลง ข้อมูลดังกล่าวนำไปคำนวณมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน มวลชีวภาพใต้พื้นดิน ปริมาณคาร์บอนที่สะสมอยู่ในเนื้อไม้ และแปลงเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ก่อนจัดทำเอกสารเสนอให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกพิจารณารับรอง
ผลการประเมินพบว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ป่าแปลงนี้สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้รวม 316.707 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว
อย่างไรก็ตาม การรับรองภายใต้กลไก LESS เป็นการรับรองเชิงเกียรติคุณเพื่อสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณดังกล่าวจึงยังไม่ใช่คาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้เช่นเดียวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER
ห้องเรียนธรรมชาติ สร้างความเข้าใจเรื่องคาร์บอน
นอกเหนือจากบทบาทในการกักเก็บคาร์บอน ป่าแห่งนี้ยังได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป
ศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การวัดขนาดต้นไม้ การคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดซับ การเพาะกล้าไม้ และการปลูกต้นไม้ รวมถึงการใช้เกมและสถานการณ์จำลองเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเป็นกลางทางคาร์บอน
ในช่วงปีที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวรองรับผู้เข้าเรียนรู้มากกว่า 1,000 คน ทั้งนักเรียนจากจังหวัดสระบุรีและจังหวัดใกล้เคียง นักศึกษาต่างประเทศ ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
การเรียนรู้จากพื้นที่จริงช่วยเปลี่ยนเรื่องคาร์บอนซึ่งอาจดูเป็นแนวคิดที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่มองเห็น จับต้อง และคำนวณได้ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าการดูแลต้นไม้แต่ละต้นและพื้นที่สีเขียวทุกแห่งล้วนมีส่วนต่อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
เดินหน้าสู่คาร์บอนเครดิตและโรงเรียนคาร์บอนเป็นกลาง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังเดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้จากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ไปสู่โครงการ “ป่าปลูกเพื่อการเรียนรู้คาร์บอนเครดิต จุฬาฯ สระบุรี” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ Standard T-VER อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
โครงการดังกล่าวคาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ในช่วงระยะเวลาคิดเครดิตตั้งแต่ปี 2567–2577 และใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้กระบวนการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด
พร้อมกันนี้ ทีมนิสิตจากหลากหลายคณะยังร่วมกับศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ขยายผลโครงการ “LESS สำหรับสถานศึกษา มุ่งหน้าสู่โรงเรียนเป็นกลางทางคาร์บอน” ไปยังโรงเรียน 13 แห่งในจังหวัดน่าน ผ่านการอบรมออนไลน์และการลงพื้นที่วัดต้นไม้ร่วมกันระหว่างครู นักเรียน และนิสิตจุฬาฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนโครงการ LESS ภาคป่าไม้
การดำเนินงานทั้งหมดสะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และศักยภาพของนิสิตไปเชื่อมโยงกับสังคม สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของมหาวิทยาลัยภายในปี 2593 ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
“เรื่องพื้นที่สีเขียวและการลดก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันขนาดใหญ่เท่านั้น ต้นไม้เพียงหนึ่งหรือสองต้นในบ้าน รวมถึงพื้นที่เล็ก ๆ ในชุมชน ล้วนมีส่วนช่วยสะสมคาร์บอนได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่เพียงปลูก แต่ต้องช่วยกันดูแลให้ต้นไม้เหล่านั้นเติบโตต่อไป”
จากต้นสักต้นเล็ก ๆ ที่เริ่มปลูกเมื่อกว่าทศวรรษก่อน วันนี้ป่าสะสมคาร์บอนมเหสักข์–สักสยามินทร์ จุฬาฯ สระบุรี จึงไม่เพียงเป็นผืนป่าที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นหลักฐานว่าการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม สามารถเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลายเป็นทั้งแหล่งชีวิต แหล่งเรียนรู้ และพลังสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้



















































