Highlights

7 ข้อคิด สอนออนไลน์ให้สนุก เคล็ดลับดีๆ จากอาจารย์สาธิตจุฬาฯ 


อาจารย์สาธิตจุฬาฯ เผยเคล็ดลับการสอนออนไลน์ให้สนุก ยืดหยุ่น สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งครูและนักเรียนในชีวิตวิถีใหม่ที่ท้าทาย


“จะเปิดหรือไม่เปิดโรงเรียน” เป็นคำถามสำคัญที่ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองต่างลุ้นรอคำตอบ แม้ช่วงที่ผ่านมา หลายคนจะปรับตัวให้เข้ากับชีวิตวิถีใหม่และการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้บ้างแล้ว แต่ก็อดคิดถึงการเรียนการสอนในห้องไม่ได้ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังไม่นิ่ง การเปิดเรียนแบบออนไซต์อย่างเต็มรูปแบบก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ 

“เรามีแผนจะเปิดการเรียนการสอนแบบผสมผสานที่มีทั้งการเรียนในห้องเรียนและเปิดสอนออนไลน์ไปพร้อมกัน” ดร.ภัทรภร เจนสุทธิเวชกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม เผยแนวทางจัดเตรียมการเรียนการสอนเพื่อรับเปิดเทอมวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ดร.ภัทรภร เจนสุทธิเวชกุล
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
ดร.ภัทรภร เจนสุทธิเวชกุล
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

ดร.ภัทรภร กล่าวว่าการเรียนการสอนแบบออนไลน์มีความท้าทายหลายด้าน ครูผู้สอนทำงานหนักขึ้น ทั้งในการเตรียมบทเรียนที่จะสอน และกระบวนการสอนที่มาพร้อมกับการใช้เทคโนโลยี เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ส่วนนักเรียนเองก็มีความเครียดไม่แพ้ผู้สอนเช่นกัน 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นวรัตน์ สุขวัฒนาสินิทธิ์
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นวรัตน์ สุขวัฒนาสินิทธิ์
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม

ในเมื่อการเรียนการสอนออนไลน์ยังจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวิถีใหม่ ดร.ภัทรภร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นวรัตน์ สุขวัฒนาสินิทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม แนะหลักคิด 7 ข้อที่จะช่วยให้การจัดการเรียนการสอนออนไลน์สนุกและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ได้สาระความรู้ รวมถึงส่งเสริมทักษะทางสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนด้วย 

1. ต่างวัย ก็ต่างสไตล์การสอนออนไลน์

นักเรียนแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน การเรียนการสอนออนไลน์สำหรับนักเรียนระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยจึงต้องใส่ใจในความแตกต่างนี้ด้วย

“เด็กประถมให้ความร่วมมือในห้องเรียนดี แต่มีปัญหาสมาธิในการเรียน ในขณะที่เด็กโตกว่าจะให้ความร่วมมือในการเรียนในห้องเรียนน้อยลง แต่ก็มีวุฒิภาวะมากพอที่จะสนใจบทเรียนมากขึ้น” ผศ.นวรัตน์ กล่าว

“การสอนเด็กเล็กคงไม่สามารถทำได้เต็มที่ทั้งคาบเรียน (50 นาที) เพราะเด็กเล็กไม่อาจมีสมาธิจดจ่ออยู่หน้าจอเป็นเวลานานได้ เด็กจะมีสมาธิในการเรียนแต่ละครั้งประมาณ 5-10 นาที หรือตามอายุของผู้เรียน ดังนั้น นอกจากเนื้อหาที่จะเรียน ครูอาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานไปด้วย และมีการเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย”

สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยม ดร.ภัทรภร กล่าวว่านักเรียนมัธยมปลายส่วนมากจะกระตือรือร้นในการเรียนมากกว่านักเรียนมัธยมต้นเนื่องจากเป็นวัยที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย การจัดการสอนให้นักเรียนมัธยมต้น ครูควรเน้นจัดกิจกรรม เล่นเกม เพื่อให้เด็กมีความกระตือรือร้นมากขึ้น การเข้าใจนักเรียนแต่ละวัยจะช่วยให้ครูจัดรูปแบบการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสไตล์การเรียนรู้ของนักเรียนให้มากที่สุด

2. “เปิดหน้ากล้อง” สร้างการเชื่อมต่อ

ไม่ว่าจะเรียนออนไซต์หรือออนไลน์ กติกาในการเรียนรู้ร่วมกันเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการเรียนออนไลน์ หนึ่งในกติกาสำคัญคือ “เปิดหน้ากล้อง” 

“อย่างครูสอนชั้น ป. 2 ก็จะตกลงกับนักเรียนก่อนว่าอยากให้นักเรียนเปิดหน้าจอ เพื่อสังเกตดูว่านักเรียนสนใจเรียนอยู่ไหม หากเห็นว่านักเรียนเริ่มหลุด สนใจสิ่งอื่น ครูก็จะได้ดึงนักเรียนกลับมาสู่บทเรียน” ผศ.นวรัตน์ ยกตัวอย่าง

ดร.ภัทรภร กล่าวเสริมว่าครูอาจใช้การเช็คชื่อเป็นการสร้างกติกา “เปิดหน้ากล้อง” ได้เช่นกัน 

“ปกติเวลาที่เริ่มต้นคาบเรียนก็จะมีการเช็คชื่อเพื่อดูว่าใครพร้อมหรือไม่พร้อมเรียน แต่ถ้าใครที่ยังไม่เปิดกล้องหรือมีปัญหาในการเปิดกล้องก็แจ้งเป็นรายบุคคลได้ ครูก็จะสามารถยืดหยุ่นให้ได้ตามเหตุและผล”

การกระตุ้นให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมเปิดกล้องในการเรียนนั้น ดร.ภัทรภร แนะว่า “หากนักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและคุ้นเคยกับการเรียนออนไลน์ นักเรียนจะเปิดกล้องเรียนด้วยความเต็มใจ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้นักเรียนรู้สึกสนุกในการเรียนรู้” 

3. ยืดหยุ่น เข้าใจบริบท “ห้องเรียนที่บ้าน” ของนักเรียนแต่ละคน

บรรยากาศการเรียนการสอนออนไลน์ของทั้งครูและนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียน สภาพแวดล้อมในบ้าน อุปกรณ์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งความเป็นไปที่เกิดขึ้นในบ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ต้องมี “ความยืดหยุ่น” และเน้นพูดคุยให้เข้าใจกัน 

“ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ระเบียบบางอย่างอาจต้องยืดหยุ่น เช่น นักเรียนไม่จำเป็นต้องสวมชุดนักเรียน นักเรียนทานอาหารระหว่างเรียนได้ การรับประทานข้าวไปด้วยแล้วได้เรียน ก็ยังดีกว่าการที่เขารู้สึกไม่ดีกับการเรียนออนไลน์” ผศ.นวรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ การกำหนดคาบเรียนก็ต้องยืดหยุ่นเช่นกัน “คาบสอนของนักเรียนก็มีความสำคัญในช่วงการเรียนออนไลน์ ครูต้องยืดหยุ่นเรื่องการเข้าชั้นเรียนและการส่งงานมากกว่าในช่วงการเรียนปกติ” ดร.ภัทรภร เสริม

ที่สำคัญ โรงเรียนจำเป็นต้องสำรวจความพร้อมและการเข้าถึงเทคโนโลยีการเรียนออนไลน์ของนักเรียนด้วย

“โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มีการสำรวจความพร้อมของนักเรียนและผู้ปกครองในเรื่องอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ต้องการปัจจัยดังกล่าว เราสนับสนุนซิมการ์ดให้นักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนรู้และสนับสนุนอุปกรณ์ในการเรียน เช่น iPad หรือ Notebook ให้กับนักเรียนและอาจารย์ เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ดร.ภัทรภร ให้ข้อมูล

4. สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง

แม้นักเรียนและครูจะพบปะกันผ่านหน้าจอ ก็สามารถสร้างบรรยากาศให้การเรียนออนไลน์เป็นกันเองได้ ทั้งนี้ ผศ.นวรัตน์ แนะว่าก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอนในส่วนของเนื้อหา ครูควรสร้างบรรยากาศในหน้าจอให้มีความผ่อนคลาย สบายๆ 

“ครูจะเปิดห้องไว้ก่อนเวลาเพื่อให้นักเรียนเข้ามาสอบถามพูดคุยกันก่อน เป็นการสร้างความคุ้นเคย และได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของเด็กผ่านหน้าจอ เมื่อรู้ว่าเด็กสนใจเกี่ยวกับอะไร ก็จะสามารถนำมาเชื่อมโยงกับการสอนเพื่อให้เด็กสนใจเนื้อหาบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น” 

ดร.ภัทรภร เสริมว่า “นักเรียนจะคุ้นเคยกับผู้สอนเมื่อผู้สอนไม่สอนเพียงแต่เนื้อหาที่ต้องเรียนตามหนังสือ แต่มีการสอดแทรกการพูดคุยเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่สอดคล้องในชีวิตประจำวัน เมื่อนักเรียนคุ้นเคยและสนิทกับครูผู้สอน ก็ไม่ยากที่ครูผู้สอนจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจของนักเรียน และทำให้นักเรียนสนใจที่จะติดตามบทเรียน”

5. สนุกและมีส่วนร่วมด้วย Active Learning

การเรียนการสอนออนไลน์ไม่ควรเน้นการบรรยาย เพราะนักเรียนไม่สามารถจดจ่อกับบทเรียนที่หน้าจอได้นาน สิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิกลับมาอยู่ในบทเรียนก็คือ “การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน”

“ครูควรสังเกตว่านักเรียนเข้าใจในเนื้อหาหรือไม่ โดยการตั้งคำถามให้นักเรียนตอบอยู่เสมอ ถ้าเขาอยู่หน้าจอแล้วเหลือบไปทางอื่น เราก็ต้องใช้วิธีการกระตุ้น เช่น ให้ช่วยอ่านโจทย์ให้เพื่อนๆ ฟัง ให้เด็กได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมอยู่ตลอดเวลา ให้เขาคาดเดาไม่ถูกว่าจังหวะไหนที่ครูจะเรียก” ผศ.นวรัตน์ แบ่งปันประสบการณ์การสอนนักเรียนชั้นประถม

ดร.ภัทรภร กล่าวเสริมว่าครูควรตรวจสอบความเข้าใจของเด็กอยู่เสมอ และสร้างแหล่งค้นคว้าข้อมูลให้กับนักเรียน เช่น การทิ้งสื่อการสอนไว้ให้ อัดคลิปวิดีโอการสอนเอาไว้ เพื่อให้นักเรียนได้กลับไปทบทวนและค้นคว้าเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ

“บางครั้งในการสอนออนไลน์แบบสดทั้งคาบเรียน 50 นาที เด็กอาจจะไม่ได้อะไรมากนักแม้จะตั้งใจเรียน แต่ถ้าเราให้แบบฝึกหัดให้ไปทำทีหลัง เขาก็จะค่อยๆ นึกขึ้นมาได้ถึงสิ่งที่ได้เรียนวันนี้ ถ้ายังไม่เข้าใจก็สามารถค้นข้อมูลหรือดูคลิปเพิ่มเติม การสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีควรเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ” 

อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรภร แนะว่าวิธีการจัดการเรียนการสอนมีมากมาย ครูควรเลือกใช้ตามความถนัดและความเหมาะสมของเนื้อหาหรือวิชานั้นๆ ที่สำคัญคือเป็นวิธีที่เหมาะกับนักเรียนในห้องเรียนนั้นๆ 

6. ลดการบ้าน ลดสอบ ประเมินผลให้ตรงจุด

สิ่งที่สร้างความกดดันให้นักเรียนมากที่สุดในการเรียนออนไลน์คงหนีไม่พ้น “การบ้าน” และ “การสอบ” 

“ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์และโรงเรียนต้องหารือกันเพื่อให้การวัดประเมินผลทางออนไลน์ ไม่สร้างความกดดันให้กับนักเรียนจนเกินไป หรือเป็นภาระมากเกินความจำเป็น” ผศ.นวรัตน์ กล่าว

การวัดประเมินผลไม่ได้มีแต่การสอบอย่างเดียว แต่ทำได้หลากหลายวิธี ด้วยเครื่องมือวัดผลที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น การทำใบงาน การทำกิจกรรมในคาบ การสอบก็ยังมีแต่จะเป็นไปตามระดับชั้น ถ้าเด็กโตหน่อยที่คุ้นชินในการเข้าระบบเองได้ก็จะจัดสอบบ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นเท่ากับการสอบในการเรียนตามปกติเพื่อลดความกดดันของเด็ก 

“การวัดและประเมินผลควรเน้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มากกว่าการตัดสินผลการเรียน และเน้นที่การประเมินระหว่างเรียนมากกว่าการประเมินปลายภาคเรียน” ดร.ภัทรภร กล่าว

7. ครูต้องปรับตัวและเรียนรู้อยู่เสมอ

วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เข้ามาเร่งการเรียนรู้ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูผู้สอนที่ต้องปรับตัวให้เร็วและเรียนรู้เพื่อนักเรียนอยู่เสมอ

ดร.ภัทรภร เล่าว่าที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มีการจัดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนอยู่เสมอ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาจัดการอบรม อาทิ เรื่องการใช้สื่อเทคโนโลยี การตัดต่อวีดิโอ และแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์

“การอบรมเหล่านี้ทำให้ครูเกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่จำเป็น และยังเป็นโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างอาจารย์ที่อายุน้อยกว่าที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และอาจารย์อาวุโสที่มีเทคนิคการสอน บางครั้งนักเรียนก็เก่งด้านเทคโนโลยีกว่าครู ก็ช่วยสอนครูได้ด้วย เราสามารถเรียนรู้ไปด้วยกันได้ทั้งเด็กทั้งครู” ผศ.นวรัตน์ กล่าว

การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ยังคงมีความท้าทายอีกมาก แต่หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกัน การเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กๆ จะไม่มีวันสะดุด 

“เมื่อครูต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเรียนรู้และเตรียมการสอนออนไลน์ โรงเรียนก็สนับสนุนให้ครูมีเวลามากขึ้น โดยอาจจะลดภาระงานของครูลงบ้าง เช่น ลดการจัดกิจกรรมบางอย่างหรือการเข้าประชุมบางวาระ” ดร.ภัทรภร เสริมข้อคิดในเรื่องระบบที่จะช่วยเอื้ออำนวยให้ผู้สอนมีเวลาทุ่มเทกับการสอนมากขึ้น

ที่สุดแล้ว ผู้วัดผลการเรียนรู้ออนไลน์ที่ดีที่สุดคือนักเรียน

“โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ พยายามเปิดรับความคิดเห็นจากนักเรียนและมีการประเมินความเครียดของเด็กอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย” ผศ.นวรัตน์ สรุป

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย