จุฬาฯ รุกกลยุทธ์ “ปลูกต้นไม้-ได้เห็ด” จูงใจเกษตรกรน่านและสระบุรี ร่วมรักษ์ป่า

นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการปลูกป่าที่จังหวัดน่านและสระบุรี ด้วยนวัตกรรมกล้าไม้ที่มีราเอคโตไมคอร์ ไรซา สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านและเกษตรกร “ปลูกป่า ได้เห็ด” สร้างอาชีพ เสริมรายได้
ผืนป่าในประเทศไทยมีจำนวนลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย หลายแห่งกลายเป็นเขาหัวโล้นและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ดูจะสิ้นหวังในการฟื้นฟู แม้ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนจะพยายามรณรงค์ให้มีการปลูกป่าทดแทน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากการปลูกป่าใช้ระยะเวลานาน และที่สำคัญ ต้องการความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่ในการร่วมปลูกและดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่อง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ จึงพยายามหาแนวทางที่จะสร้างแรงจูงใจและดึงให้ชาวบ้านมาเป็นแนวร่วมผู้ปลูกและพิทักษ์ป่า
และคำตอบของโจทย์นี้อยู่ที่ราเอคโตไมคอร์ไรซา
“เราให้ชาวบ้านปลูกป่าประเภทไม้วงศ์ยาง ซึ่งนอกจากจะได้ต้นไม้ที่จะเติบใหญ่เป็นป่าในอนาคตแล้ว ยังได้ “เห็ด” หลายชนิดที่ขึ้นบริเวณรากต้นไม้เป็นผลพลอยได้ ช่วยเพิ่มช่องทางหาเลี้ยงชีพให้ชาวบ้านและเกษตรกรไทย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กิตนะ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงความสำเร็จในการดำเนินโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ในพื้นที่ป่าที่ จ.น่าน และ จ. สระบุรี ด้วยนวัตกรรมกล้าไม้ที่มีราเอคโตไมคอร์ไรซา

ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุดเริ่มต้นนวัตกรรมกล้าไม้ราเอคโตไมคอร์ไรซาฟื้นฟูป่า
จังหวัดน่านเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือที่เคยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลพวงจากการพัฒนาสมัยใหม่ทำให้พื้นที่ป่าถูกบุกรุกทำลายจนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ของจุฬาฯ กว่า 2,000 ไร่ ในอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่เคยเป็นป่าเต็งรังก็เช่นกัน
ผศ.ดร.นพดล จากศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ เผยว่าแนวคิดในการฟื้นฟูป่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 ที่มีโครงการวิทยาพื้นถิ่น เพื่อศึกษาวิจัยการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชิงการประยุกต์ใช้ในเวลานั้น ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ มาวิจัยและทดลองใช้กล้าไม้ที่มีรา “เอคโตไมคอร์ไรซา” เพื่อฟื้นฟูป่าที่จังหวัดน่าน

ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
“เราเริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงราเอคโตไมคอร์ไรซาในห้องปฏิบัติการ แล้วนำไปขยายใส่ให้กับกล้าไม้วงศ์ยางที่เรือนเพาะชำ หลังจากปลูกต้นไม้วงศ์ยางได้ 4-5 ปี ก็มีเห็ดขึ้นบริเวณรากต้นไม้ ต่อมาในปี 2554 เราจึงขยายผลมาทำโครงการวิจัยในพื้นที่ของจุฬาฯ ใน จ.สระบุรี ซึ่งพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมถูกบุกรุกทำลายเช่นกัน” ผศ.ดร.นพดล กล่าว





ไมคอร์ไรซา กับ ต้นไม้ ความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ได้ในระบบนิเวศ
ผศ.ดร.จิตรตรา ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกี่ยวกับราไมคอร์ไรซามากว่า 20 ปี อธิบายถึงความพิเศษของราชนิดนี้ว่า “ไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) มีที่มาจากคำว่าไมคอร์ที่แปลว่า “รา” กับไรซาที่แปลว่า “ราก” ไมคอร์ไรซาจึงหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างรากับรากพืชแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เชื้อราไมคอร์ไรซาจะหาน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ ส่งให้พืช ในขณะที่พืชก็สังเคราะห์แสงแล้วสร้างอาหารส่งลงมายังรากซึ่งมีเส้นใยราอยู่รอบ ๆ”
นอกจากราจะหาอาหารให้พืชแล้ว ยังทำให้พืชแข็งแรง ช่วยป้องกันอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชอีกด้วย และพบว่าพืชที่มีราไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่จะเจริญเติบโตได้ดี ทนแล้ง ทนต่อความเป็นกรดด่างของดินได้ ทำให้พืชมีอัตราการรอดตายสูง” จากรายงานการศึกษาวิจัยปัจจุบันทำให้ทราบว่าไมคอร์ไรซามีบทบาทสำคัญมากกับระบบนิเวศป่า ทั้งนี้เนื่องจากเส้นใยราไมคอร์ไรซาใต้ดินที่แผ่ขยายไปทั่วผืนป่าเป็นเครือข่ายที่ต้นไม้ในป่าใช้สื่อสารซึ่งกันและกันทั้งเรื่องของอาหาร สารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในการเจริญเติบโตและการอยู่รอด หรือที่เรียกว่า “Wood Wide Web” ทำให้เราทราบว่าต้นไม้ในระบบนิเวศป่ามีการติดต่อสื่อสารหรือคุยกันผ่านสายใยของราไมคอรไรซานี้เอง
“เอคโตไมคอร์ไรซามีความสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยอยู่อาศัยร่วมกับรากพืชจำพวกไม้ป่า เช่น ไม้วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) เช่น ยางนา ยางแดง เหียง ตะเคียน พลวง พะยอม เต็ง รัง ฯลฯ ไม้วงศ์ก่อ (Fagaceae) วงศ์สนเขา (Pinaceae) และวงศ์ยูคาลิปตัส (Myrtaceae) และยังเป็นราที่สร้างดอกเห็ดซึ่งเป็นโครงสร้างสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของรากลุ่มนี้ โดยอาศัยความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สร้างสปอร์แพร่ขยายพันธุ์ต่อไปเป็นวัฏจักรหมุนเวียนไป” ผศ.ดร.จิตรตรา อธิบาย




ปลูกป่า เพ(ร)าะเห็ด กลยุทธ์ฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.จิตรตรา เผยว่าหลังจากลงมือปลูกกล้าไม้วงศ์ยางนาที่มีราเอคโตไมคอร์ไรซา เพียง 4 ปี ก็จะมีเห็ดขึ้นโดยรอบต้นไม้ โดยในตอนแรกจะพบเห็ดน้ำหมากเป็นส่วนมาก และในปีต่อ ๆ มา เมื่อต้นไม้เริ่มใหญ่ขึ้น จำนวนดอกเห็ดจะลดลง แต่มีความหลากหลายมากขึ้นตามฤดูกาล เช่น เห็ดเผาะจะพบมากในช่วงปลายร้อนต้นฝน หรือราวเดือนพฤษภาคม ส่วนในช่วงหน้าฝน เห็ดไมคอร์ไรซาที่พบมาก ได้แก่ เห็ดระโงกต่างๆ เห็ดน้ำหมาก เห็ดตะไคล เห็ดผึ้ง เห็ดขมิ้น เป็นต้น ซึ่งปริมาณความชื้นในดินจะเป็นตัวกำหนดชนิดและความหลากหลายของเห็ด นอกจากนี้เมื่อป่ามีความสมบูรณ์ขึ้น เห็ดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เห็ดไมคอร์ไรซาก็จะเกิดขึ้น เช่น เห็ดโคน เห็ดลม เห็ดขอน เป็นต้น
“เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดหมาก ฯลฯ เป็นเห็ดประเภทไมคอร์ไรซา ที่มีราคาแพงเนื่องจากเพาะขึ้นเองไม่ได้ แต่จะเกิดขึ้นบริเวณรากของต้นไม้ในป่าเท่านั้น เห็ดเหล่านี้จะโตในป่าเต็งรังซึ่งเป็นไม้วงศ์ยาง ดังนั้นถ้าอยากได้เห็ดต้องปลูกต้นไม้” ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าว
นอกจากพื้นที่ทางภาคเหนือแล้ว ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าวว่าวิธีการปลูกป่าในโครงการนี้สามารถนำไปใช้กับการปลูกป่าไม้พื้นถิ่นได้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย
สำหรับ ผศ.ดร.จิตรตรา ไม้วงศ์ยางจัดเป็น “ไม้วิเศษ” ที่ไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้าน แต่ยังเป็นหนึ่งในไม้ที่ช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้เป็นอย่างดีด้วย





ป่า-เห็ด-คน เกื้อกูลกัน
วิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่กับป่าอยู่แล้ว และเห็ดเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชน ชาวบ้านมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเห็ด ลักษณะเห็ดที่กินได้ ฤดูกาลในการเก็บเห็ด และจุดที่จะพบเห็ด ฯลฯ จึงไม่ยากเลยที่จะเชื่อมโยงความรู้ของชาวบ้านที่มีอยู่กับการอนุรักษ์ป่า ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่าที่ผ่านมา ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ชาวบ้านเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ และวิธีการปลูกต้นไม้แล้วได้เห็ดในเวลา 4 ปี นอกจากนี้ ศูนย์เครือข่ายฯ ยังเพาะไม้วงศ์ยางซึ่งเป็นที่อาศัยของเห็ดไมคอร์ไรซา และมีชาวบ้านติดต่อเพื่อขอรับกล้าไม้จากศูนย์เครือข่ายฯ ไปปลูกเป็นจำนวนมาก


“เราอยากให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล เมื่อเขาเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเห็ด รา และต้นไม้ เขาจะช่วยปลูกและรักษาป่า และได้รับประโยชน์จากป่า ได้เห็ดมารับประทานและนำไปขายเพื่อหาเลี้ยงชีพได้อีกด้วย” ผศ.ดร.นพดล กล่าวทิ้งท้าย
หน่วยงานและผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อเพื่อขอรับกล้าไม้ที่มีราเอคโตไมคอร์ไรซาได้ฟรี! ที่ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และ อ.เมืองน่าน จ.น่าน หรือติดต่อเว็บไซต์ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ http://www.clnr.chula.ac.th/index.php







