วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนา “เข้าใจน้ำท่วม แนวคิดวิศวกร” เผยแพร่องค์ความรู้ใหม่รับมืออุทกภัยในอนาคต

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาฯ จัดงานเสวนา “เข้าใจน้ำท่วม แนวคิดวิศวกร” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารเจริญวิศวกรรม (ตึก 4) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อมองปัญหาน้ำท่วมอย่างตรงประเด็น รวมทั้งรับฟังผู้บริหารและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมแชร์ข้อมูลและแนวคิด เพื่อการวิเคราะห์ปัญหารอบด้านอย่างเป็นระบบ รวมทั้งนำเสนอภาพรวมการแก้ปัญหาน้ำท่วมในมุมของวิศวกรทั้งในเชิงกลยุทธ์และการใช้เทคโนโลยีเครื่องมือต่างๆ เรียนรู้จากกรณีศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ



คณะวิศวกรรรมศาสตร์ จุฬาฯ
กล่าวเปิดการเสวนาโดย รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต้อนรับโดยคุณวิโรจน์ เจริญตรา นายกสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวรายงานโดย รศ.ดร.เจนยุกต์ โล่ห์วัชรินทร์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรรมศาสตร์ จุฬาฯ
วิทยากรผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
- ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
- ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
- คุณชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ทีมกรุ๊ป บริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์
- ดร.สุกิจ วิเศษสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบแผนที่เพื่อการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท จีไอเอส จำกัด



ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ดำเนินรายการเสวนาเปิดเผยว่าการสัมมนาในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมแก่ประชาชน รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากขึ้น การรวมผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกันสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในระยะยาวได้
เนื้อหาการสัมมนาแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ โดยเริ่มจากการให้ความรู้ทางด้านภาพรวมเกี่ยวกับลุ่มน้ำต่างๆ ในประเทศไทย ตามมาด้วยการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ จะเผชิญกับน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลการทำ Mapping ในอนาคตเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปิดท้ายด้วยการเสวนาจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญถึงบทบาทของวิศวกรรมในการช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจรุนแรงมากขึ้น
ในส่วนของบทบาทของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่าได้มีการต่อยอดความรู้จากประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ด้วยการจัดทำหนังสือด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน นอกจากนี้ คณะยังได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการวิจัยพัฒนานวัตกรรม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีถังกรองน้ำเมมเบรน ที่สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคณวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในการช่วยแก้ปัญหาอุทกภัย
ศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “การสร้างความรู้ความเข้าใจในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากประชาชนมีความรู้มากขึ้น ก็จะสามารถช่วยกันป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ การร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาแพลตฟอร์มและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับน้ำท่วมในอนาคต โดยจุฬาฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการความรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”
ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าตามที่หลายคนตั้งคำถามว่าน้ำท่วมจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่ ตนอยากให้ความกระจ่างถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “น้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝน” แต่ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณชัดเจนที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำว่าน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2554 มาจากน้ำท่าที่ล้นออกจากเขื่อนด้านบน ซึ่งแตกต่างจากน้ำฝนสะสมที่ในปีนี้มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย
ในส่วนของแนวทางการป้องกันและจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ดร.ชัชชาติ เน้นว่าได้มีการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำและการขุดลอกคลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังต้องแก้ปัญหาฟันหลอของแนวเขื่อนในบางพื้นที่ที่ยังคงต้องเร่งแก้ไข เช่น ชุมชนที่อยู่นอกแนวเขื่อน และจุดอ่อนเรื่องการจัดการขยะที่กีดขวางทางระบายน้ำ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการคาดการณ์และจัดการน้ำ โดยใช้เรดาร์ที่ญี่ปุ่นช่วยเหลือในการพยากรณ์ปริมาณน้ำได้อย่างแม่นยำ และแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนรายงานปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ
“การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรม แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจประชาชน การทำงานร่วมกับชุมชนในการแก้ปัญหา และการรักษาความโปร่งใสในการบริหารจัดการมีความสำคัญ เพื่อให้การป้องกันน้ำท่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ”









