ข่าว

CU Around: ตรุษจีน ต่างวิถีไทย-จีน แต่สายใยครอบครัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง

CU Around: ตรุษจีน ต่างวิถีไทย-จีน แต่สายใยครอบครัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง

วันปีใหม่สากลผ่านไปแล้ว แต่สำหรับคนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน ปีใหม่จีนหรือตรุษจีนกำลังจะมาถึงในวันที่ 25 มกราคมนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่วันหยุดราชการของไทย แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนก็ตั้งตารอช่วงเวลานี้เพื่อรวมญาติ พบปะครอบครัว ไหว้เทพเจ้า และไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เมี่ยว หรง ผู้อำนายการสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงที่มาของวันตรุษจีนว่า “ในประเทศจีนเรียกวันตรุษจีนว่า “ชุนเจี๋ย” (春节) หมายถึง “เทศกาลแห่งฤดูใบไม้ผลิ” วันตรุษจีนนับเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาวและเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกเป็นวันแรกตามปฏิทินจันทรคติจีน”

“ในอดีตสังคมจีนเป็นสังคมเกษตรกรรม ช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรว่างจากการทำงาน ทุกคนในครอบครัวจึงสามารถมาพักผ่อนร่วมกันได้ ด้วยเหตุนี้เทศกาลตรุษจีนจึงเป็นช่วงเวลาที่คนจีนใช้เวลาอยู่กับครอบครัวจวบจนปัจจุบัน”

ครอบครัวคือหัวใจของเทศกาลตรุษจีนมาแต่อดีต แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดของเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการเฉลิมฉลอง  ความเชื่อ สิ่งต้องห้าม สีเสื้อผ้าที่สวมใส่ ต่างๆ เหล่านี้ คนจีนในประเทศจีนและคนไทยเชื้อสายจีนให้ความหมายแตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งอาจารย์เมี่ยวให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “หลายความเชื่อและกิจกรรมในเทศกาลตรุษจีนของคนไทยเชี้อสายจีนและคนจีนมีความต่างกัน วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิมไม่ใช่เรื่องผิด ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเสมอในทุกสังคม แม้กระทั่งตรุษจีนในสังคมจีนปัจจุบันก็แตกต่างไปจากอดีต เช่น คนจีนบางกลุ่มไม่ได้ทานเจหรือไหว้เทพเจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยังเผากระดาษเงินกระดาษทองให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วก็ตาม”

เทศกาลตรุษจีนที่คนไทยเชี้อสายจีนคุ้นเคยแบ่งออกเป็น 3 วัน ได้แก่ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว แต่เทศกาลตรุษจีนในประเทศจีนซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดราชการนั้นยาวนานถึง 7 วัน! โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเช่นเดียวกัน ได้แก่

ช่วงที่ 1 เตรียมตัว: เป็นช่วงที่คนจีนจะออกจากบ้านมาซื้อของใช้ อาหาร และทำความสะอาดบ้านล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง

ช่วงที่ 2 ก่อนวันตรุษจีน 1 วัน: เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อเผากระดาษเงินกระดาษทองให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ไหว้ญาติผู้ใหญ่ และรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งนับเป็นวันหยุดราชการวันแรกในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ช่วงที่ 3 วันตรุษจีน: เป็นช่วงเวลาที่คนจีนจะได้ไปเที่ยว และพักผ่อนตามอัธยาศัย


อั่งเปาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยในเทศกาลตรุษจีน
โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ใจจดจ่อรอคอยสิ่งนี้เป็นพิเศษ

“คนไทยเชื้อสายจีนคุ้นเคยกับ “อั่งเปา” หรือ “หงเปา” (红包) มีความหมายว่า ซองแดง ซึ่งผู้น้อยมักได้รับจากผู้ใหญ่ แต่คนจีนจะเรียกว่า “ยาซุ่ยเฉียน” (压岁钱) หรือ “เงินกำจัดปีศาจ” ซึ่งเป็นเงินที่ใส่ซองสีแดงเหมือนกัน โดยคนจีนมีความเชื่อว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีปีศาจร้ายมาที่บ้านแล้วจะจับตัวเด็กๆ ไป ผู้ใหญ่จึงให้ “ยาซุ่ยเฉียน” แก่เด็กๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจลักพาตัวเด็กไป นอกจากนี้ คนจีนยังขับไล่ปีศาจด้วยการจุดประทัดหน้าบ้านด้วย เสียงดังจะทำให้ปีศาจกลัวจนไม่กล้ามาบ้าน” อาจารย์เมี่ยว อธิบายและเสริมว่า ปัจจุบันหากพูดถึง “หงเปา” คนจีนจะนึกถึงฟีเจอร์ในแอปพลิเคชันวีแชท (WeChat) ที่สามารถส่งเงินให้ญาติๆ เพื่อนๆ ในวีแชทได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนจีนนิยมทำกันในช่วงตรุษจีนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ อาจารย์เมี่ยวยกตัวอย่างความเชื่อเรื่องการกวาดบ้าน สีของเสื้อผ้าในช่วงตรุษจีน และสิ่งต้องห้ามต่างๆ ที่คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนเชื่อต่างกันไปบ้าง  

“คนไทยเชื้อสายจีนเชื่อว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนห้ามกวาด หรือทำความสะอาดบ้าน เพราะจะเป็นการกวาดโชคลาภ เงินทองออกไปจากบ้าน แต่สำหรับคนจีน ยังทำความสะอาดบ้านได้ แต่ห้ามเอาทรัพย์สินทุกชนิด แม้แต่ขยะออกไปทิ้งไว้ข้างนอกบ้าน เพราะเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างที่อยู่ในบ้านเป็นทรัพย์สินเงินทอง การเอาของในบ้านไปทิ้งถือว่าเป็นการเอาทรัพย์สินเงินทองไปทิ้ง ต้องรอจนกว่าจะผ่านวันที่ 5 ของเทศกาลตรุษจีนไปแล้วจึงสามารถเอาขยะออกไปทิ้งได้” 

สำหรับสีเสื้อผ้า คนไทยเชื้อสายจีนเชื่อว่าควรใส่เสื้อผ้าสีแดงหรือสีสดใสในวันตรุษจีน แต่สำหรับคนจีน เสื้อที่ใส่ช่วงเทศกาลตรุษจีนจะเป็นสีใดก็ได้ แต่ต้องเป็นเสื้อตัวใหม่เท่านั้น!

“คนจีนในชนบทมักจะนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีแดง เพราะมีความหมายดี ในขณะที่คนจีนในเมืองจะสวมใส่เสื้อผ้าตามแฟชั่นร่วมสมัย” อาจารย์เมี่ยว กล่าว

“ในอดีตคนจีนค่อนข้างมีฐานะยากจน ช่วงตรุษจีนเป็นช่วงเดียวที่พวกเขาจะมีโอกาสได้กินของดีๆ ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ คนจีนสมัยก่อนจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลตรุษจีนมาก ในขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกว่าตรุษจีนสำคัญมากขนาดนั้น เพราะพวกเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าใหม่เมื่อไรก็ได้ และจะกินของดีๆ เมื่อไรก็ได้เช่นกัน”

ส่วนเรื่องหรือสิ่งต้องห้ามต่างๆ ก็ต่างกันไปตามบริบทพื้นที่ บางพื้นที่ในประเทศจีนห้ามอาบน้ำในเทศกาลตรุษจีน บางพื้นที่ห้ามใช้ของมีคม บางพื้นที่ห้ามทำงานหนัก

“แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนยึดถือร่วมกันคือ ห้ามพูดสิ่งที่ไม่เป็นสิริมงคลทุกประเภท” อาจารย์เมี่ยวเน้น ซึ่งไม่เพียงคนจีน แต่คนไทยเชื้อสายจีน   ก็ให้ความสำคัญกับข้อห้ามนี้เช่นกัน

แม้ว่าตรุษจีนจะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และคนจีนในปัจจุบันไม่ได้เคร่งเรื่องประเพณีมากนัก แต่สิ่งที่ไม่เคยเลือนหายคือการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและการเคารพบรรพบุรุษ

“สถาบันครอบครัวยังคงเป็นหัวใจหลักของเทศกาลตรุษจีนเสมอ” อาจารย์เมี่ยวกล่าว และเล่าถึงการฉลองปีใหม่จีนของอาจารย์เองว่า “กิจกรรมที่จะพยายามทำให้ได้ในทุกๆ เทศกาลตรุษจีน คือ รับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว ไปเยี่ยมเคารพญาติผู้ใหญ่ และเผากระดาษเงินกระดาษทองให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ แม้ว่าบางปีไม่ได้อยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ แต่ก็หาโอกาสไปร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อนอาจารย์ที่สถาบันฯ ที่เป็นเหมือนครอบครัวของดิฉันที่ประเทศไทย” อาจารย์เมี่ยวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สุดท้ายนี้เนื่องในเทศกาลตรุษจีนอธิการบดีฝากคำอวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จทุกประการ คิดหรือทำสิ่งใดขอให้ราบรื่นเสมอ “สุขสันต์วันตรุษจีน”   

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์
อธิการบดี

สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นคลังข้อมูลทางวัฒนธรรมและเป็นสะพานเชื่อมโยงไทย-จีน ผ่านการเรียนภาษา กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการศึกษาต่อที่ประเทศจีน

แวะมาค้นคว้า เรียนรู้เกร็ดเรื่องราวของมังกร “จีน” ได้เสมอ หรือมาทักทายพูดคุยกันได้ที่สถาบันฯ หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: สถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ WeChat: gh_a43e1ff235b0

สามารถติดตามอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายได้ใน วารสาร CU Around

SHARE

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X