คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ นำนิสิตลงพื้นที่ให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชน

คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชนและผู้ป่วยทางกายภาพบำบัดที่อาศัยอยูในชุมชนตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้นิสิตกายภาพบำบัดชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2568 ได้ประสบการณ์ตรงในการให้บริการทางกายภาพบำบัดแก่ประชาชนในชุมชน
การบริการครอบคลุมทั้งการสำรวจปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผนการให้บริการทางกายภาพบำบัดเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา การให้บริการทางกายภาพบำบัดยังครัวเรือนในชุมชนที่ไปสำรวจ การประดิษฐ์เครื่องมือบริหารร่างกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งการประเมินผลการให้บริการทางกายภาพบำบัด
คณาจารย์และนิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ลงพื้นที่ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในโครงการการให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชนในชุมชน ครั้งที่ 8 ให้คำปรึกษาและบริการกายภาพบำบัดประชาชนทั่วไปและผู้ป่วยในชุมชนประมาณ 150 คน พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับบริการกายภาพบำบัดพอใจกับกิจกรรมในโครงการเกือบ 100% และสามารถนำคำแนะนำจากคณะทีมงานไปดูแลสุขภาพและฝึกทำกายภาพได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

รองคณบดีด้านบริหารและบริการวิชาการ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.กภ.สมนึก กุลสถิตพร รองคณบดีด้านบริหารและบริการวิชาการ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขากายภาพบำบัด ชั้นปีที่ 4 โดยนิสิตต้องลงพื้นที่ไปให้บริการชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนต่าง ๆ ทำให้นิสิตได้มีโอกาสพบปะและให้คำแนะนำกับผู้ที่ต้องการรักษาทางกายภาพบำบัดที่อาศัยอยู่ในชุมชน”
ความร่วมมือกับ รพ. ท้องถิ่น เข้าถึงชุมชน
รศ. กภ. สมนึก เล่าถึงโครงการการให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชนที่คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ จัดขึ้นว่า โครงการให้บริการกายภาพบำบัดครั้งที่ 8 จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2567 โดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยก่อนจะเริ่มลงพื้นที่ ในการจัดโครงการครั้งนี้ ผู้อำนวยการจากโรงพยาบาลฯ ได้ให้ข้อมูลของประชากรและปัญหาสาธารณสุขที่พบในพื้นที่ จากนั้นทีมอาจารย์ให้ความรู้กับนิสิตเรื่องเทคนิคการลงไปศึกษาชุมชน การออกแบบสอบถาม และการประยุกต์ใช้เครื่องมือศึกษาชุมชนต่าง ๆ การลงพื้นที่ไปให้บริการในชุมชนจะเป็นวันเสาร์และอาทิตย์ สัปดาห์เว้นสัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ติดตามผลการให้บริการผู้ป่วยรายเดิม จำนวน 5 ครั้ง

ดร. สุดารัตน์ บริสุทธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งร่วมลงพื้นที่กับนิสิตด้วย กล่าวเสริมว่า “เราจะแบ่งนิสิตเป็นกลุ่ม ๆ มีอาจารย์จากจุฬาฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของ รพ.สต. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และนิสิตร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทีมงานกระจายไปตามบ้าน เพื่อหาข้อมูลเรื่องสุขภาพของประชาชนเกี่ยวกับกายภาพบำบัดและปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลในแต่ละเครือข่ายที่เราเข้าไปในแต่ละพื้นที่ของชุมชน”
สิ่งประดิษฐ์จากนิสิตช่วยทำกายภาพบำบัด
นอกจากจะให้คำแนะนำและบริการกายภาพบำบัดในชุมชนแล้ว นิสิตยังมีโอกาสที่จะฝึกนำทรัพยากรในชุมชนมาประยุกต์ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยกายภาพบำบัดอย่างง่ายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ผศ.ภูษิตา บริสุทธิกุล อาจารย์ประจำภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมลงพื้นที่พร้อมกับนิสิต ยกตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ที่นิสิตออกแบบ เช่น “คนไข้บางคนมีปัญหาปวดไหล่ข้อติด นิสิตออกแบบสิ่งประดิษฐ์เป็นรอกสำหรับเครื่องบริหารไหล่ โดยออกแบบให้เข้ากับพื้นที่ในบ้าน นิสิตจะนำเสนอกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. หลังจากนั้นจะไปลองใช้กับคนไข้จริงและให้คำแนะนำ จัดทำโปสเตอร์ แสดงวิธีบริหารร่างกายประกอบคำอธิบาย”

อาจารย์ประจำภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ


เป็นการปั่นจักรยานมือvเพื่อบริหารหัวใจและการหายใจ

รศ. กภ. สมนึก กล่าวเสริมว่า “เครื่องออกกำลังกายบางอย่างมีราคาแพง นิสิตสามารถประยุกต์เอาของเหลือใช้และของที่พบในท้องถิ่นมาทำเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อให้ชาวบ้านไปใช้จริง นิสิตมีโอกาสได้ไปสอนจริง และยังประเมินด้วยว่าคนไข้มีอาการดีขึ้นหรือไม่ ในอนาคตถ้านิสิตมีโอกาสไปทำนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สูงขึ้นไป อย่างน้อยก็มีประสบการณ์พวกนี้ไปด้วย”
ชุมชนพอใจ นิสิตภาคภูมิ
การบริการด้านกายภาพบำบัดครั้งแรกจะเป็นการซักประวัติตรวจร่างกาย เช่น คนไข้มีอาการไหล่ติด ทีมงานจะตรวจว่าติดกี่องศา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร หลังจากให้บริการไปแล้ว 4-5 ครั้ง นิสิตก็จะไปตรวจร่างกายซ้ำและมาเปรียบเทียบว่าอาการก่อนและหลังทำกายภาพดีขึ้นหรือไม่
“หลังจากที่จบโครงการไปแล้ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ยังคงมีการติดตามการให้บริการอีกระยะหนึ่ง โดยได้สั่งการให้ อสม. ที่สังกัดโรงพยาบาลหมั่นไปดูคนไข้ว่าได้ปฏิบัติตามสิ่งที่นิสิตแนะนำหรือไม่ ชาวบ้านมีคำปรึกษาอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า จึงเป็นการติดตามผลการให้บริการอย่างต่อเนื่อง” รศ. กภ. สมนึก กล่าว

“การวัดผลในโครงการนี้มี 2 ส่วนด้วยกัน คือ การประเมินนิสิตโดยคณาจารย์และทีมงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยให้นิสิตนำเสนอข้อมูลประวัติผู้ป่วย การตรวจร่างกายเบื้องต้น สาธิตการให้บริการทางกายภาพบำบัด รวมทั้งผลการให้บริการเปรียบเทียบก่อนและหลังการให้บริการ และในส่วนของผู้รับบริการ (ประชาชนทั่วไปและผู้ป่วยทางกายภาพบำบัด) ต้องบอกว่า ”ชาวบ้านเกือบ 100% รู้สึกดีมากที่มีโครงการบริการถึงครัวเรือน”
“ประโยชน์ของโครงการการให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชนในชุมชนทำให้ทราบว่ามีผู้ป่วยทางกายภาพบำบัดจำนวนมากที่ต้องการรักษา ฟื้นฟู ทางกายภาพบำบัด แต่ไม่สามารถมาพบนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลได้ บางรายติดเตียงต้องมีคนดูแล ถ้าไม่มีคนดูแลก็ต้องมีลูกหลานพาไป บางรายฐานะยากจนไม่สามารถเดินทางไปเองได้ พอนิสิตลงไปตามบ้าน ทำให้รู้ว่าถ้าประเทศไทยทุกพื้นที่มีบริการถึงบ้านแบบนี้ก็น่าจะทำให้การบริการทางสาธารณสุขดีขึ้นอย่างมาก ชาวบ้านชอบโครงการนี้มากอยากให้มาเป็นประจำ แต่เนื่องจากเป็นรายวิชา จึงไปได้แค่ช่วงที่มีการเรียนการสอนเท่านั้น” รศ. กภ. สมนึก กล่าว
สำหรับผลที่นิสิตคณะสหเวชศาสตร์ได้รับ ผศ. ภูษิตา กล่าวว่า “นิสิตได้รับความภาคภูมิใจในวิชาชีพของตัวเองคือได้ช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงการรักษา สังคมปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษาอีกมาก ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้มีความรู้ทางกายภาพบำบัดยังขาดแคลน จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้นิสิตจบไปและมีความคิดว่าต้องทำเพื่อประชาชนหรือสุขภาพผู้สูงวัย ทำให้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป”
รศ. กภ. สมนึก กล่าวทิ้งท้ายว่า “นิสิตกายภาพบำบัดทุกหลักสูตรในประเทศไทย ก่อนที่จะจบการศึกษาต้องไปฝึกงานประมาณ 1,000 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะฝึกงานในโรงพยาบาล นิสิตจะเจอแต่ผู้ป่วย แต่พอได้มาลงรายวิชานี้ ได้มีโอกาสมาเห็นสภาพของที่อยู่อาศัย รวมทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ป่วยได้ชัดเจนมากขึ้น ได้เห็นพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงคืออะไรที่ทำให้เขาป่วย และยังทำให้นิสิตมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น คนไข้จำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษา แต่นิสิตก็มีโอกาสได้เข้าถึงคนไข้เหล่านี้ได้”
การลงพื้นที่โครงการการให้บริการกายภาพบำบัดแก่ประชาชนในชุมชน จึงไม่ได้ให้ประโยชน์กับชาวบ้านในชุมชนอย่างเดียว แต่นิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ยังได้มีโอกาสที่ใช้ความรู้ ทักษะ ที่ตนเองได้เรียนในห้องเรียน ไปให้บริการผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในชุมชนจริง ที่แม้จะไม่มีเครื่องมือราคาแพงหรืออุปกรณ์ประกอบการรักษาเหมือนในโรงพยาบาล แต่สามารถที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ในการให้บริการทางกายภาพบำบัด จนทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นได้ในระดับที่น่าพอใจ นิสิตได้เรียนรู้ที่จะเป็นนักกายภาพบำบัดที่มีความเอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจผู้อื่น อันจะทำให้นิสิตได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ไปประกอบอาชีพกายภาพบำบัดในอนาคตใด้อย่างภาคภูมิใจ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป







