
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ร่วมงานเสวนา “โลกระอุ 2 มิติแห่งวิกฤต” เมื่อโลกเผชิญภัยพิบัติจากสภาพอากาศและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ Nextopia สยามพารากอน ซึ่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จัดขึ้นเพื่อสะท้อนวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรงในปัจจุบัน


ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้วิเคราะห์สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตพลังงานรอบที่ 4 ต่อจากปี 2516 ปี 2522 และปี 2546 ซึ่งมีความหนักหน่วงกว่าสงครามในอิรักเมื่อปี 2546 และไม่เชื่อว่าสงครามจะจบลงในเร็ววัน โดยอ้างอิงข้อมูลจากฝ่ายข่าวกรองอิสราเอลว่าสงครามยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์จะตึงเครียดมากขึ้น การโจมตีเริ่มขยับเข้าใกล้พื้นที่เป้าหมายที่อันตราย เช่น โรงไฟฟ้าหรือห้องทดลองนิวเคลียร์เพื่อทำลายศักยภาพทางรังสีหรือนิวเคลียร์ของประเทศคู่ศึก
“สงครามครั้งนี้ใช้โดรนราคาถูก เช่น Shahed-136 ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อชาติมหาอำนาจได้ สงครามในปัจจุบันเป็นแบบ Hybrid ที่ประกอบด้วยสงครามตามแบบ สงครามนอกแบบ เช่น การวางระเบิด และสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) รวมถึงแนวรบทางเศรษฐกิจ ในสงครามสมัยใหม่ นักบินจะไม่เอาเครื่องบินขึ้นไปเสี่ยงในพื้นที่ที่มีระบบป้องกันหนาแน่น แต่จะใช้การปล่อยขีปนาวุธจากระยะไกลหรือใช้โดรนแทน”

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวว่าคนไทยจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น การขาดแคลนเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องอาจทำให้เราต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบลดการพึ่งพาพลาสติกมากขึ้น อาจารย์ได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่าเราจะเตรียมอนาคตของประเทศ สังคม และชีวิตของตัวเองอย่างไรภายใต้สถานการณ์โลกที่ผันผวนและเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่สงครามตะวันออกกลางเข้าสู่จุดเดือด โลกทางกายภาพก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน ศ. ดร.สุชนา ชวนิชย์ กล่าวว่า “จากการไปเยือนแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจคือหิมะที่เคยสะสมตัวกลับละลายทันทีที่ตกถึงพื้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งยังพบน้ำตกในแอนตาร์กติกา ซึ่งตามปกติแม้จะเป็นฤดูร้อนก็ไม่ควรมีน้ำละลายมากจนเป็นน้ำตก เพราะอุณหภูมิควรจะหนาวจัดจนน้ำเป็นน้ำแข็งในขณะที่โลกพยายามควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือและใต้พุ่งสูงเกินไป 3-4 องศาเซลเซียสแล้ว ขั้วโลกกลายเป็นพื้นที่รองรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกที่ถูกพัดมาจากทั่วโลก ทำให้อุณหภูมิที่นั่นร้อนเร็วกว่าที่อื่น”
หากน้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายหมด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 50 เมตร ซึ่งสูงเท่ากับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยทำนายว่าจะเกิดในอีก 100 ปีข้างหน้ากำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลาย จะส่งผลให้แบคทีเรียและพยาธิที่เคยถูกแช่แข็งไว้นับล้านปีกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ในสัตว์และอาจลามมาสู่คนได้ ประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสส่งผลให้ปะการังตายและเกิดการฟอกขาว ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปถึงอาชีพประมงและรายได้จากการท่องเที่ยว การโจมตีแหล่งน้ำมันและคลังเชื้อเพลิงในสงครามสร้างมลพิษมหาศาลและเร่งให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ทำได้ยากขึ้น เพราะเมื่อมีสงคราม แต่ละประเทศจะมุ่งเอาชนะกันทางการทหารจนละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อม

“คนส่วนใหญ่มักรอให้เห็นภัยพิบัติกับตาถึงจะตื่นตัว แต่อยากย้ำว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนโควิด ถ้าเปลี่ยนไปแล้วจะไม่สามารถกลับคืนสภาพเดิมได้ รัฐบาลควรจัดหาเครื่องมือที่เอื้อต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนทุกกลุ่ม เช่น การแจกถุงผ้าให้ทั่วถึงทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ไม่ใช่แค่ออกกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว มนุษย์ต้องตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นของมนุษย์ การกระทำในวันนี้คือการทำเพื่ออนาคตของลูกหลาน” ศ. ดร.สุชนา ชวนิชย์ กล่าวสรุป
นอกจากนี้ในงานเสวนายังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแสดงความคิดเห็น ได้แก่ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ คุณธารา บัวคำศรี ที่ปรึกษากรีนพีซ ประเทศไทย ดำเนินรายการโดยคุณกรุณา บัวคำศรี และคุณกิตติ สิงหาปัด
เวทีเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาความขัดแย้งระดับโลกและวิกฤตโลกร้อน ภาวะเศรษฐกิจ การเมืองโลก และปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในมิติความมั่นคงและนิเวศวิทยา เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับตัว (Adaptation) และการเตรียมพร้อมรับมือในเชิงปฏิบัติสำหรับคนไทยต่อไปในอนาคต







