ข่าวสารจุฬาฯ

เปิดเมืองอย่างไรไม่ให้การ์ดตก : การเว้นระยะห่างทางสังคม และความปกติใหม่ของลักษณะงานที่ไม่ปกติ

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยในปัจจุบันดูเหมือนจะคลี่คลายในระดับหนึ่ง อ้างอิงจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง มาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาคุมเข้ม ดูเหมือนจะใช้ได้ผลจริง แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง

แต่คำถามหนึ่งที่คนไทยหลายคนคงมีอยู่ในใจตอนนี้คือ หากเปิดเมืองแล้วจะเป็นอย่างไร รัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าโควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดอีกครั้ง เราจะทำอย่างไรไม่ให้เรา “การ์ดตก” ตามคำเปรียบเปรยของ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ทั้งในด้านจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 และด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ

คณาจารย์จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ ได้ศึกษาในเรื่องนี้โดยอาศัยข้อมูลของ O*NET หรือฐานข้อมูลที่ถูกจัดทำขึ้นจากการสนับสนุนของกระทรวงแรงงานประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทำการสำรวจลักษณะและรูปแบบการทำงานของอาชีพต่างๆ มากกว่า 900 อาชีพ โดยอาศัยสมมุติฐานที่ว่าโดยรวมแล้วการทำงานประเภทเดียวกันในประเทศต่างๆ จะมีลักษณะและรูปแบบการทำงานที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีอาชีพจำนวนไม่น้อยที่การประยุกต์ใช้แนวคิดการเว้นระยะห่างทางสังคมในการทำงานอาจจะเป็นเรื่องยาก

อาชีพต่างๆ มีความจำเป็นในการเว้นระยะห่างทางสังคมที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ลักษณะกลุ่มอาชีพ บางอาชีพเป็นงานที่ต้องทำเป็นทีมและใช้การสื่อสารแบบซึ่งหน้าเป็นหลัก อาชีพเหล่านี้ก็จะเป็นอาชีพที่การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นไปได้ยากกว่าโดยธรรมชาติของงานเอง ดังนั้นในการพิจารณาที่จะเปิดเมืองเพื่อที่จะนำไปสู่การเดินต่อของภาคธุรกิจ และเป็นการควบคุมการระบาดของ โควิด-19 ด้วยนั้น  การคำนึงถึงลักษณะของอาชีพและความจำเป็นในการทำงานใกล้ชิดกับผู้อื่นมาเป็นส่วนประกอบในการวางนโยบายและมาตรการต่างๆในการเปิดเมือง อาจจะส่งผลไม่มากก็น้อยต่อการบริหารจัดการคลื่นลูกที่สองของการระบาดของโควิด-19 และการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจต่อไป

คณาจารย์ศศินทร์ได้นำเสนอตัวอย่างนโยบายตามลักษณะกลุ่มอาชีพที่สามารถนำไปเป็นกรอบกำหนดนโยบายดังนี้

  1. งานที่ต้องทำงานเป็นทีมและใช้การสื่อสารแบบซึ่งหน้าเป็นหลัก
    ตัวอย่างนโยบายตามลักษณะกลุ่มอาชีพคือ จัดอบรมและจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำการทำงานเป็นทีมในรูปแบบออนไลน์ / จัดหาวิธีการและเครื่องมือในการทำงานออนไลน์ที่สามารถช่วยในการจัดระบบการประสานงานและกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
  1. งานที่ต้องพบลูกค้าภายนอกและใช้การสื่อสารแบบซึ่งหน้าเป็นหลัก
    ตัวอย่างนโยบายตามลักษณะกลุ่มอาชีพคือออกระเบียบและบังคับใช้อุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อที่เหมาะสมกับอาชีพที่ต้องพบลูกค้าภายนอก / ออกระเบียบและบังคับใช้การจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีป้องกันการแพร่เชื้อที่เหมาะสมกับอาชีพที่ต้องพบลูกค้าภายนอกซึ่งสถานประกอบการต้องปฏิบัติตาม / การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตามผู้ที่ทำงานในอาชีพที่ต้องพบลูกค้าภายนอกและมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสูง
  1. งานที่ทำได้เฉพาะในที่ทำงาน และเป็นงานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่นในห้องเดียวกัน
    ตัวอย่างนโยบายตามลักษณะกลุ่มอาชีพคือ ออกระเบียบและบังคับใช้การจัดสถานที่ทำงานให้มีระยะห่างทางสังคมที่เหมาะสมกับสถานที่ทำงานนั้นๆ / ออกระเบียบและบังคับใช้การจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีป้องกันการแพร่เชื้อที่เหมาะสมกับสถานที่ทำงานนั้นๆ ซึ่งสถานประกอบการต้องปฏิบัติตาม / การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตามผู้ที่ทำงานในสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสูง

สรุปประเด็นสำคัญสองประการจากการศึกษาข้อมูล O*NET ที่ทางคณาจารย์ศศินทร์นำเสนอมีดังนี้

     – มาตรการช่วยเหลือ: การเปิดเมืองคือการลดการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าหากรัฐให้ทุกอาชีพกลับไปทำงานตามปกติพร้อมๆกัน แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องสุขอนามัยก็ตาม อาชีพที่ยากในการเว้นระยะห่างทางสังคมก็จะมีความเสี่ยงสูงและอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นลูกที่สองของการระบาดของโควิด-19 ได้ อาชีพกลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลในเชิงนโยบายเป็นกรณีพิเศษ อาทิ รัฐอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยเหลือคนในอาชีพเหล่านี้ให้ปรับตัวและทำงานโดยให้มีระยะห่างทางสังคมให้มากที่สุด อาจจะมีมาตรการที่เกี่ยวกับอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีการสื่อสาร อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคแพร่ระบาดที่เฉพาะสำหรับงานในอาชีพกลุ่มนี้ หรือการให้น้ำหนักกับการตรวจโควิด-19 ในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้อื่นสูงก่อน เช่น ทันตแพทย์

     – มาตรการเยียวยา: หากรัฐเปิดเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาทิ  ค่อยๆ ทยอยเปิดในบางจังหวัดที่มีความเสี่ยงน้อยก่อน และอาจจะไม่ให้ทุกอาชีพกลับไปทำงานตามปกติพร้อมๆกัน รัฐจำเป็นจะต้องมีการเยียวยาคนกลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับไปทำงานได้อย่างเหมาะสม เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากเท่าไหร่ ก็จะต้อง“ดิ้นรน” เพื่อเอาชีวิตรอดจากพิษเศรษฐกิจมากขึ้นเท่านั้น จนอาจเกิดปัญหา เช่น ต้องเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านในเมือง แอบทำงานถ้าหากรัฐให้คนในอาชีพเหล่านี้หยุดงานต่อ หรือกลายไปเป็นมิจฉาชีพ

ดังนั้นการเปิดเมือง รัฐจะต้องทำอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะนำสังคมกลับไปสู่การปลอดเชื้อโควิด-19 หรืออย่างน้อย ต้องสามารถควบคุมการแพร่และการติดเชื้อโควิด-19 ในระดับที่ระบบสาธารณสุขของไทยสามารถบริหารจัดการได้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและความเสี่ยงของประชาชนในการติดเชื้อโควิด-19 ควบคู่กันไป

ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.sasin.edu/content/insights/unlock_model_covid-19-social-distancing-and-the-new-normal

อ้างอิง:Koren, M. &Peto, R. (2020), “Business disruptions from social distancing”, Covid Economics, Issue 2, 8 April 2020.

บทความโดย ผศ.ดร.สบิณฑ์ ศรีวรรณบูรณ์, ผศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ, รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส, ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์, ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน คณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management)

อื่นๆ

ผลผลิตของจุฬาฯ คือ การผลิตบัณฑิต สร้างคนคุณภาพสู่สังคม

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย