ข่าว

อยู่บ้านนาน จนรู้สึกหมดไฟ “ดูแลใจในช่วง COVID-19”

อยู่บ้านนาน จนรู้สึกหมดไฟ “ดูแลใจในช่วง COVID-19”

หน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต (Chula Student Wellness) นำเสนอบทความ เรื่อง “ดูแลใจในช่วง COVID-19 อยู่บ้านนาน จนรู้สึกหมดไฟ ใครเป็นอย่างฉันบ้าง” โดยคุณชญานุช ศรีจันทร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งได้กล่าวถึง

สภาวะหมดไฟ (Burnout)ว่า เป็นอาการที่อธิบายถึงการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องและเร่งรีบ จนถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายเกิดความอ่อนเพลียและจิตใจรู้สึกเหนื่อยหน่าย ทุกวันนี้ทุกคนถูกปิดกั้นไม่ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระแบบแต่ก่อน หันไปมองทางใดในสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ก็จะเห็นอาการหมดไฟที่รายล้อมอยู่รอบตัว เราจึงควรเข้าใจที่มาของสภาวะหมดไฟในตัวเรา เพื่อการจัดการความเหนื่อยล้าเหล่านี้ให้ดีขึ้น

เหนื่อยล้ากับทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ

ตื่นมาในแต่ละวันเราต้องนึกถึงอะไรบ้าง ข้อมูลมากมายในแต่ละวันที่เราได้รับและจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลต่อการลดลงของประสิทธิภาพการทำงานซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า “Decision fatigue” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือโรคระบาดนี้บังคับให้ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนและดิ้นรนในการตัดสินใจให้เร็วที่สุดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตที่ไม่มั่นคงนี้ ในบริบทใหม่ที่เราไม่เคยถูกฝึกฝนให้เตรียมพร้อมรับมือมาก่อนและไม่มีใครคาดเดาได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถึงกระนั้นมนุษย์มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในสายเลือดและยังคงพยายามหาวิธีการที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป โดยการรื้อปรับโครงสร้างชีวิตแต่ละวันใหม่ด้วยการจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตและเลือกตัดสินใจเฉพาะเรื่องที่จำเป็นกับชีวิตจริงๆ

เหนื่อยล้ากับคาดหวังที่ต้องทำได้

ในสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทุกคนประสบกับความอ่อนล้าทางอารมณ์และความวิตกกังวลและอาจพบว่าทักษะการรับมือ เดิมที่เคยใช้ได้ผล อาจไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกเหนื่อยล้าหมดไฟลดลง บางคนเกิดความเครียดมากขึ้นว่าตนไม่ได้ใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่าและไม่ได้ทำสิ่งใหม่อย่างที่ใจคาดหวัง ซึ่งเพิ่มความรู้สึกวิตกกังวลและหมดไฟมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นทุกคนจำเป็นต้องค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง มีความเฉพาะเป็นรายบุคคล และไม่มีถูกผิดในสิ่งที่เลือกทำให้กับชีวิตตนเอง ให้สำรวจงานอดิเรกของตนเองและจงเลือกทำกิจกรรมใดก็ได้ในแบบของตน

ไม่ใช่กิจกรรมที่ยิ่งทำให้รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยเพิ่มขึ้น เลือกทำสิ่งที่ช่วยให้ตัวเรามีความสุขได้แม้เพียงเล็กน้อย เป็นไปได้ว่าเราจะรู้สึกว่าตนเองล้มเหลวทั้งที่มีเวลาเพิ่มขึ้นในชีวิตตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะคาดหวังให้ตัวเองต้องทำอะไรได้มากกว่าเดิม ได้ผลงานเยอะกว่า เรียนได้ดีกว่าเดิมจากที่มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น ซึ่งนั่นอาจไม่จริงเสมอไป เพราะนี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในชีวิตที่ต้องปรับรูปแบบการทำงาน การเรียนที่บ้าน การควบคุมค่าใช้จ่ายทางการเงิน และการดูแลคนในครอบครัวพร้อมกันในคราวเดียว

เหนื่อยล้าตอนนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีเข้ามาและผ่านไป ทุกคนเผชิญโรคระบาดนี้ร่วมกัน มุมมองของเราจะเปลี่ยนไปหลังจากเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ชีวิตใหม่ เราจะมีความสามารถและความยืดหยุ่นในการรับมือกับข้อจำกัดของสถานการณ์ชีวิตในอนาคตได้เพิ่มขึ้น หากทุกคนได้กลับไปใช้ชีวิตอิสระตามปกติและมองย้อนกลับมาสถานการณ์ในวันนี้จะเห็นว่า เรื่องราวในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพชีวิตทั้งหมด ขอให้ลองนึกทบทวนข้อดีและข้อเสียของความเสี่ยงแต่ละทางเลือกที่เราพอจะสามารถลงมือทำได้ ลองเรียบเรียงเขียนออกมาให้ตัวเองได้เห็นตัวเลือกที่สามารถลงมือทำได้ทันทีตามศักยภาพของตน การกระทำบางอย่างแม้เพียงเล็กน้อยย่อมเสี่ยงน้อยกว่าไม่ได้กระทำการใดเลย ยิ่งไม่ได้เริ่มต้นกระทำการใดแล้วยิ่งกระตุ้นความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและหมดไฟให้คงอยู่ต่อไปนานขึ้นโดยไม่จำเป็น

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ >> https://wellness.chula.ac.th/?q=node/324

แปลจาก https://www.bbc.com/worklife/article/20200330-covid-19-how-to-learn-a-new-skill-in-coronavirus-quarantine

SHARE

จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X