ข่าว

“แรงงานไทย” ยุคหลังโควิด-19

“แรงงานไทย” ยุคหลังโควิด-19

ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนได้รับการยอมรับในระดับสากล แม้ในวันนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศจะเป็นศูนย์ แต่สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมายังคงส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

วิกฤต COVID-19 ไม่เหมือนวิกฤตใดในอดีต เพราะส่งผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการจ้างงาน แรงงานกลุ่มลูกจ้างเกือบร้อยละ 70 ของแรงงานทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบต่อการจ้างงานพิจารณาได้จากจำนวนประชาชนที่ขอรับเงินเยียวยาจากภาครัฐภายใต้ “โครงการเราไม่ทิ้งกัน” ถึง 22.3 ล้านราย” ดร.เสาวณี  จันทะพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนภาพปัญหาทางเศรษฐกิจอันสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในงานสัมมนา “แนวทางการขับเคลื่อนตลาดแรงงานไทยเพื่อก้าวผ่านยุคโควิด-19: การปรับตัวของแรงงานทุกกลุ่มทุกช่วงวัยเพื่อความก้าวหน้า มั่นคงและยั่งยืน” จัดโดยความร่วมมือของศูนย์ประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา และศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลและความคิดเห็นในการปรับตัวของแรงงานทุกกลุ่มและทุกภาคส่วนในระยะกลางและระยะยาว พร้อมทั้งร่วมกันแสวงหาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือต่อวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กล่าวภาพรวมในการเปิดงานสัมมนาว่า “ผลกระทบต่อแรงงานมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือจากมาตรการควบคุมสถานการณ์ของรัฐ และจากการปรับตัวของภาคธุรกิจและการจ้างงานที่เกิดเป็นแนวคิด “New Normal ดังนั้น รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งทบทวนพิจารณาและวางแผนขับเคลื่อนการส่งเสริมการจ้างงาน การสร้างรายได้ที่เหมาะสม การปรับระบบประกันสังคม การคุ้มครองช่วยเหลือเยียวยาแรงงานให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาและเสริมทักษะให้แรงงาน” 

ที่ผ่านมา รัฐได้ออกแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาแรงงานและผู้ประกอบการ นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ยกตัวอย่าง อาทิ กระทรวงแรงงานให้คำแนะนำสร้างความรู้ความเข้าใจระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีแก่นายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ รวมถึงการใช้แนวทางมาตรา 75 ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด สำนักงานประกันสังคมมีการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจาก COVID-19 มีการจัดหางานและเพิ่มทักษะฝีมือโดยศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) รวมถึงโครงการจ้างงานโดยภาครัฐสำหรับบัณฑิตจบใหม่ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินการจ้างงานและการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน สำหรับแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางานก็มีมาตรการชะลอการอนุมัตินำเข้า ผ่อนปรนและขยายเวลาให้แรงงานต่างด้าวกลุ่มต่างๆ อยู่และทำงานในราชอาณาจักรได้ตามระยะเวลาที่กำหนดใหม่ เป็นต้น

ด้วยความช่วยเหลือจากภาครัฐ สถานการณ์ดูเหมือนจะบรรเทาและคลี่คลายลงไปบ้าง แต่ ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาฯ ตั้งคำถามชวนคิดว่า “พวกเราได้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้วหรือยัง ผลบวกของ COVID-19 เกิดกับธุรกิจอาหาร สุขภาพ และการสื่อสาร แต่ผลลบนั้นกินวงกว้างในหลายธุรกิจ เช่น การศึกษา เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ สาธารณูปโภค และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวและขนส่ง ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร และธุรกิจการค้าปลีกค้าส่ง เป็นต้น”

ในเรื่องนี้ คุณประพันธ์  สิมะสันติ ในฐานะผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่านโยบายที่จำเป็นในปัจจุบันคือการเยียวยาให้กับแรงงานและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในส่วนการบริการ การท่องเที่ยว และการโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบสูง “อย่างไรก็ตาม ก็ควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย ส่งเสริมและสนับสนุนให้แรงงานในภาคส่วนนี้ได้รับความรู้ด้านภาษามากขึ้น ให้บริการที่ดีขึ้น พัฒนาทักษะเพื่อให้ตรงความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น” 

ผศ.ดร.ปิยะชาติ กล่าวต่อไปว่า “ในวิกฤตยังคงมีโอกาส หัวใจสำคัญอยู่ที่ “การปรับตัว” ถ้าเราสามารถทำให้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมกับทักษะหรือลักษณะการทำงานของแรงงานก็จะช่วยเสริมผลิตภาพของแรงงานได้ ในยุคปกติใหม่นี้ เราควรคิดใหม่ ทำใหม่ เพราะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อการปรับตัว คือการรับมือกับวิกฤตด้วยวิธีคิดแบบเก่าๆ”

ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ที่ผ่านมา ดร.มนทกานต์ ฉิมมามี นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และ CUCollar ได้จัดการสัมมนาออนไลน์ 7 ครั้ง ในหัวข้อ “ตลาดแรงงานไทยหลังยุค COVID-19: การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน” ซึ่ง ดร.มนทกานต์ได้สรุปภาพรวมผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ทั้งเชิงลบและเชิงบวกต่อตลาดแรงงานไทย 3 มิติหลักๆ ดังนี้

1) วิกฤต COVID-19 เผยปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย โดยเฉพาะปัญหาการพึ่งพาแรงงานทักษะต่ำ ปัญหาแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองทางสังคม และปัญหา Mismatch ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของแรงงาน 

2) วิกฤต COVID-19 เป็น The Biggest Digital Disruptor แห่งศตวรรษที่ 21 ที่เร่งให้เกิด Digital transformation และผลักดันให้ระบบ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานเร็วยิ่งขึ้น และขยายวงกว้างไปยังทุกภาคส่วน 

3) วิกฤต COVID-19 ก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่และโอกาสใหม่อันเป็นผลมาจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน หรือประกอบธุรกิจมากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ 

จากผลสรุปดังกล่าว  ดร.มนทกานต์ เสนอว่า“การบริหารจัดการแรงงานงานให้ผ่านพ้นวิกฤตและพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนควรมุ่งทิศทาง สนับสนุนงานเดิม เพิ่มเติมงานใหม่ คุ้มครองให้ปลอดภัย ร่วมแก้ไขหารือ มุ่งพัฒนาฝีมือ ยกระดับไทยก้าวไกลยั่งยืน

ในเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องเสริมแรงด้วยงานวิจัย ศ.ดร. จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองอธิการบดี ด้านการวิจัย จุฬาฯ  กล่าว “เราต้องส่งเสริมองค์ความรู้ด้านแรงงานโดยการส่งเสริมงานวิจัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย ตลอดจนสร้างศักยภาพเจ้าหน้าที่และนักวิจัย ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ และเน้นการเชื่อมโยงไปสู่นโยบายที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันจากหลายภาคส่วน โดยเครือข่ายนักวิจัยไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยจากจุฬาฯ เท่านั้น แต่เน้นขยายภาคีเครือข่ายนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ”

ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดแรงงานในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การทำงานอาจอยู่ที่ไหนก็ได้    ไม่ว่าบ้านหรืออฟฟิศ และเกิดอาชีพใหม่ๆ อยู่เสมอ คุณมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทยและอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กล่าวว่า “รัฐควรปฏิรูประบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้าเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้ นอกจากนี้ รัฐบาลน่าจะมีนโยบายส่งเสริมภาคการผลิตทางการเกษตร สนับสนุนงบประมาณให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนทำกิจการอาหารแปรรูปมากขึ้น เพื่อรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างหลังจากสถานประกอบการปิดกิจการในช่วง COVID-19 และควรมีนโยบายให้แรงงานภาคการเกษตรอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานด้วย”

คุณสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวเสริมถึงการดูแลแรงงานภาคเกษตรกรรมในประเด็นสำคัญๆ อาทิ การยกระดับระบบสวัสดิการรวมถึงผู้สูงอายุภาคการเกษตร การพิจารณาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีความมั่นคงและเป็นธรรม การพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของชุมชนโดยเปิดโอกาสให้มีตลาดหลายช่องทาง นโยบายส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจของชุมชนในภาคการเกษตร เป็นต้น

“กลไกการเฝ้าระวังในเรื่องวิกฤตก็มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังเรื่องภัยพิบัติ เรื่องสุขภาพ หรือการเฝ้าระวังไม่ให้อาชีพสั่นคลอน อาจจะต้องทำให้เกิดกลไกเหล่านี้ และประเด็นสุดท้ายคือ เครือข่ายทางสังคม ควรทำโครงสร้างเหล่านี้ให้เข้มแข็ง อาจจะมี sector ต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่ sector ในชุมชน แต่อาจจะข้ามข่ายผ่านทางโซเชียลมีเดีย โครงสร้างทางสังคมเหล่านี้หากมีการศึกษาและทำให้เข้มแข็งมากขึ้นก็จะช่วยรองรับวิกฤตและพัฒนาในเชิงรุกได้ด้วย” คุณสุภา กล่าว

ไม่เพียงแรงงานวัยหนุ่มสาว วิกฤตโควิด-19 สะท้อนความเปราะบางของสังคมสูงวัยในอนาคตด้วย ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการจุฬาอารี จุฬาฯ กล่าวว่า “ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมการให้พร้อมเพื่อสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ เพื่อความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิต ทั้งมิติของการวางแผนที่อยู่อาศัย การออมเงิน การพัฒนาศักยภาพตนเอง รวมถึงการดูแลสุขภาพกายและใจ”

“ภาครัฐควรช่วยเพิ่มพูนทักษะการทำงานและทักษะชีวิตของประชากรอายุ 40-50 ปี ที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจฐานราก และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถทำหน้าที่ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่ อีกทั้งเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลของประชากรในระดับพื้นที่มาใช้วางแผนการพัฒนาทั้งในยามปกติและยามวิกฤต โดยมุ่งเน้นที่การสร้างบ้านให้มั่นคง สร้างงานใกล้บ้าน        ให้งานวิ่งสู่ชุมชน สร้างระบบชุมชนให้รองรับการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการย้ายถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” 

ท้ายที่สุด  ดร.เสาวณี  จันทะพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าวิกฤตนี้เป็นโอกาสที่สำคัญให้เราเร่งปฏิรูปและสร้างระบบนิเวศน์พัฒนาตลาดแรงงานทุกกลุ่มและทุกมิติเพื่อยกระดับทักษะ รายได้ และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยทั้งมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือเยียวยา มาตรการยกเครื่องปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม และมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างตลาดแรงงาน 

ทั้งนี้ ดร.เสาวณีย้ำเพิ่มเติม 4 ประเด็นหลักที่ควรเร่งดำนเนินการ กล่าวคือ

1) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานด้านแรงงาน และการศึกษาเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาคนของประเทศต่อไป

2) แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศควรเน้นให้เกิดการเติบโตที่ก่อให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ให้ประชาชนทุกคนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

3) ในยามเกิดวิกฤต กลุ่มแรงงานนอกระบบมีความเปราะบาง ทุกภาคส่วนควรเร่งพัฒนา/ออกแบบระบบสวัสดิการสังคมที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมแก่ประชาชนทุกกลุ่ม

4) ควรเร่งกระบวนการพัฒนาทักษะแรงงานกำลังคนในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและขนานใหญ่เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศ รวมทั้งสร้างความเชื่อมโยงกันระหว่างระบบการศึกษาที่ผลิตกำลังคนให้สอดคล้องก้าวทันกับความต้องการของตลาดแรงงานไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

          ผู้สนใจสามารถรับชมการเสวนาย้อนหลังได้ทาง

แนวทางการขับเคลื่อนตลาดแรงงานไทยเพื่อก้าวผ่านยุคโควิด 19 การสัมมนา online

สัมมนา "แนวทางการขับเคลื่อนตลาดแรงงานไทยเพื่อก้าวผ่านยุคโควิด 19 การปรับตัวของแรงงานทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยเพื่อความก้าวหน้า มั่นคงและยั่งยืน"การสัมมนา online ร่วมระหว่างกรรมาธิการแรงงานวุฒิสภา CUCOllar และ NLRC9.00 – 11.30 น. 16 มิย2563

โพสต์โดย CU-ColLaR, Chulalongkorn University เมื่อ วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2020

SHARE

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ค้นหา

X