จุฬาฯ เดินหน้าสู่เวทีโลก เป็นเจ้าภาพ ICA Regional Hub ครั้งแรกของประเทศไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอกย้ำบทบาทด้านความเป็นนานาชาติด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานICA Regional Hub Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Regional Hub อย่างเป็นทางการของ International Communication Association (ICA) องค์กรวิชาการด้านการสื่อสารและสื่อสารมวลชนชั้นนำของโลก โดยความร่วมมือระหว่างคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมวิชาการ International Communication Association (ICA) เครือข่าย Asian Network for Public Opinion Research (ANPOR) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และองค์กรพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมี ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้กล่าวเปิดงาน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569
International Communication Association (ICA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2493 และเป็นสมาคมวิชาการระดับนานาชาติที่รวบรวมนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดย ICA Regional Hub Thailand 2026 จัดขึ้นพร้อมกับการประชุมประจำปีครั้งที่ 76 ของ ICA ซึ่งจัดขึ้นในปีนี้ที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ส่งผลให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารในระดับโลก
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยในการขยายบทบาทสู่เวทีวิชาการนานาชาติ “งานครั้งนี้เปรียบเสมือนการเชื่อมโยงระหว่างเคปทาวน์และกรุงเทพฯ เชื่อมบทสนทนาระดับโลกเข้ากับบริบทของภูมิภาค และนำมุมมองจากเอเชียเข้าสู่ศูนย์กลางของวงวิชาการด้านการสื่อสารระดับนานาชาติ”
อธิการบดีเน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็นมหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงกับโลกอย่างแท้จริง ไม่เพียงเข้าร่วมในเวทีนานาชาติ แต่ยังมีบทบาทในการร่วมกำหนดทิศทางของการสร้างองค์ความรู้และความร่วมมือระดับโลก ปัจจุบันมหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกประเมินจากอันดับหรือการจัดอันดับเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกประเมินจากความสามารถในการสร้างเครือข่ายที่มีความหมาย ผลิตงานวิจัยที่สร้างผลกระทบ และพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
“การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในอนาคต บทสนทนาที่เริ่มต้นขึ้นที่นี่ อาจนำไปสู่โครงการวิจัยร่วม ความร่วมมือเชิงนโยบาย การตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติ และเครือข่ายวิชาการระยะยาวในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว
ในช่วงท้ายของการกล่าวเปิดงาน ศ.ดร.วิเลิศ สรุปว่า “กรุงเทพมหานครจะไม่ได้เป็นเพียงเมืองเจ้าภาพของบทสนทนาระดับโลกเท่านั้น แต่เป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียเข้ากับโลกแห่งวิชาการด้านการสื่อสารอย่างยั่งยืน”
การเป็นเจ้าภาพ ICA Regional Hub Thailand 2026 สอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการส่งเสริมความเป็นเลิศทางการวิจัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างองค์ความรู้ที่มีผลกระทบต่อสังคมในระดับโลก รวมทั้งยังสะท้อนบทบาทผู้นำของมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ซึ่งเห็นได้จากการที่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยแห่งเอเชีย (Asian Universities Alliance: AUA) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วเอเชีย
การประชุม ICA Regional Hub Thailand 2026 จัดขึ้นโดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระครบรอบ 61 ปีของคณะ ภายใต้หัวข้อ “Where Thailand, the Mekong Region, and Asia Bridge Divides and Amplify Voices” หรือ “เมื่อประเทศไทย ลุ่มแม่น้ำโขง และเอเชีย ร่วมเชื่อมความแตกต่างและขยายเสียงที่หลากหลาย” เนื้อหาการประชุมครอบคลุมประเด็นสำคัญร่วมสมัย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ วารสารศาสตร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ข่าวลวง ความเหลื่อมล้ำทางการสื่อสาร ความยั่งยืน สุขภาวะ และประชาธิปไตย

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพ ICA Regional Hub Thailand 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งคณะนิเทศศาสตร์และวงการนิเทศศาสตร์ไทย
“การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีวิชาการ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนักวิชาการ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ นักศึกษา และผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายประเทศ เพื่อสร้างบทสนทนา ความเข้าใจ และความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับอนาคตของการสื่อสาร”
คณบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ ICA Regional Hub อย่างเป็นทางการครั้งแรกของประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการมองเห็นของงานวิจัยไทย สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และเชื่อมโยงนักวิชาการจากประเทศไทย ลุ่มแม่น้ำโขง และเอเชีย เข้าสู่ประชาคมวิชาการด้านการสื่อสารระดับโลกอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
การประชุมครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารของภูมิภาค พร้อมทั้งช่วยขยายพื้นที่ให้กับองค์ความรู้และมุมมองจากเอเชียและภูมิภาคโลกใต้ (Global South) บนเวทีวิชาการนานาชาติ







