นิสิตจุฬาฯ ทีม CUSAT ประสบความสำเร็จในเวทีโลกด้านอวกาศ เตรียมส่งดาวเทียม CUSAT-1 สู่อวกาศปี 2028

นิสิตจุฬาฯ จากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ (CUSAT) สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการ KiboCUBE Programme รอบที่ 9 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) การประกาศผลรางวัลดังกล่าวอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในงาน COPUOS 2026 Side Event พร้อมเดินหน้าพัฒนาดาวเทียม CUSAT-1 เพื่อส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2028

ชมรม CUSAT ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพียง 5 คน ที่ชนะการแข่งขัน School Satellite 2024 จัดโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA


ณัฐวุฒิ คุ้มใจดี ประธานชมรม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่ามาจากการที่การแข่งขันดาวเทียมในประเทศมีแค่การนำเสนอไอเดีย แต่ไม่มีการปล่อยดาวเทียมจริง ทีมจึงมองหาเวทีระดับโลกที่สามารถสานฝันทางด้านอวกาศให้เป็นจริง ซึ่งผู้ชนะโครงการ KiboCUBE จะได้รับการสนับสนุนค่าส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ
ทีม CUSAT เริ่มจัดทำข้อเสนอโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยต้องแข่งขันกับผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก จนสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะในที่สุด
สมาชิกในชมรมชื่นชอบในเรื่องอวกาศมาตั้งแต่เด็ก แม้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่าอวกาศเป็นเรื่องไกลตัวเกินไปสำหรับเด็กไทย แต่สำหรับตนไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
ณัฐวัฒน์ สามัคคีธรรม รองประธานชมรม เล่าว่าความฝันเรื่องดาวเทียมและอวกาศเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เมื่อเข้าสู่รั้วจุฬาฯ และเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรม CUSAT ขณะที่ ธีร์ มหาสังข์ สมาชิกในทีม เล่าว่าเข้าร่วมชมรมเพราะเพื่อนชวน โดยไม่ได้มีความสนใจอวกาศมาก่อน แต่พอได้ลงมือทำจริงกลับพบว่าสนุกมากกว่าที่คิด
ดาวเทียม CUSAT-1 ถูกพัฒนาโดยทีมนิสิตที่มาจากหลายสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และนิติศาสตร์ เพราะการแข่งขันระดับนานาชาติต้องการให้ภารกิจตอบโจทย์ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และนโยบายไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเข้าร่วมอีก 2 คน รวมเป็นทีมข้ามสถาบันที่เสริมความหลากหลายทางความรู้ให้กับโครงการ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการนี้ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย ณัฐวัฒน์ เล่าว่าอุปสรรคหลักในช่วงแรกคือเรื่องจำนวนคน เพราะงานในขั้น Concept Design เป็นงานเอกสารทั้งหมด ยังไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์จริง ทำให้ยากต่อการดึงดูดสมาชิก ยิ่งช่วงปิดเทอม ยิ่งหา คนที่ลงมือทำจริงได้ยาก
ณัฐวุฒิ เสริมว่าทีมหลักที่รับผิดชอบงานเอกสารซึ่งต้องออกแบบกว่าร้อยหน้ามีเพียง 10 คนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีความท้าทายทางวิศวกรรมไม่น้อยกว่ากัน เพราะ CUSAT-1 เป็นดาวเทียมขนาด 1U หรือเพียง 10×10×10 เซนติเมตร ทุกชิ้นส่วนต้องคำนวณให้พอดีในพื้นที่จำกัด ธีร์ ซึ่งขณะทำโครงการยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 กล่าวว่าความท้าทายในการทำงานครั้งนี้คือการหาความรู้ด้านวิศวกรรมอวกาศที่เฉพาะทางมาก และการออกแบบให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยหลายชั้นสำหรับการส่งขึ้นอวกาศ
แม้จะเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน สมาชิกแต่ละคนก็นำความรู้มาต่อยอดอย่างเต็มที่ ณัฐวัฒน์ ซึ่งดูแลระบบสื่อสารของดาวเทียม เปิดเผยว่าต้องใช้ความรู้ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างหนักทั้งการส่งสัญญาณและการปรับสัญญาณ ทั้งที่ในขณะนั้นวิชาเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดสอนในหลักสูตร จึงต้องอาศัยพื้นฐานคณิตศาสตร์และประสบการณ์จากการเคยเข้าค่าย สอวน. มาต่อยอดและค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ด้าน กรณ์ ศรีวรากุล รองประธานชมรมและผู้ออกแบบโครงสร้างดาวเทียม อธิบายว่าการเลือกวัสดุสำหรับอวกาศซับซ้อนกว่าบนโลกมาก ต้องคำนึงถึงทั้งความแข็งแรง การระบายความร้อน และความทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว พร้อมย้ำว่าสิ่งที่แตกต่างที่สุดคือ “เราต้องส่งดาวเทียมได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสขึ้นไปแก้หรือซ่อม” ดังนั้นทุกอย่างต้องปลอดภัยและดีที่สุดตั้งแต่ต้น
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ทีม CUSAT ได้รับการคัดเลือก ณัฐวัฒน์ วิเคราะห์ว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะ CUSAT-1 จะถูกปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ผ่านโมดูล J-SSOD ของ JAXA ซึ่งให้น้ำหนักกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก ทีมของเราได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบดาวเทียมในการทำให้ผ่านมาตรฐานนี้
ณัฐวุฒิ กล่าวเสริมว่าเอกสารการออกแบบของทีมมีความครบถ้วนและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยของโมดูลและนักวิทยาศาสตร์ประจำสถานีอวกาศ อีกทั้ง โครงการ KiboCUBE ได้ดำเนินโครงการมาแล้ว 9 ปี ผลงานดาวเทียมที่ขับเคลื่อนโดยนิสิตชั้นปีที่ 2–3 จากทีมเป็นหลักมีความโดดเด่นซึ่งแตกต่างจากทีมอื่น
โครงการนี้มี อ. ดร.ณัทกร เกษมสำราญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และ ผศ.ดร.ปวัน ภิรมย์ทอง ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งให้คำแนะนำช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยและการตรวจสอบขั้นสุดท้าย แต่การออกแบบตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้เป็นฝีมือของนิสิตทั้งหมด นอกจากนี้ GISTDA ยังสนับสนุนห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ให้กับทีม รวมทั้งมีการปรึกษากับวิศวกรดาวเทียมของ GISTDA เกี่ยวกับมาตรฐานทางเทคนิค

นอกเหนือจากความรู้ด้านวิศวกรรม ณัฐวัฒน์ กล่าวว่าสิ่งที่ได้มากที่สุดจากโครงการนี้คือทักษะการทำงานเป็นทีม ซึ่งงานนี้ต้องแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และต้องทำงานร่วมกับเพื่อนต่างภาควิชาและต่างคณะ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
สำหรับแผนงานที่จะทำในเวลานี้จนถึงต้นปี 2571 ณัฐวุฒิ เผยว่าทางทีมจะพัฒนาและประกอบดาวเทียม จากนั้นจะส่งมอบให้ JAXA เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนนำส่งขึ้นสู่อวกาศ ภารกิจหลักของ CUSAT-1 คือการถ่ายภาพโลกเพื่อติดตามทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และตรวจจับการเผาพื้นที่เกษตรเพื่อติดตามปัญหามลพิษทางอากาศ แม้ความละเอียดของกล้องจะไม่เทียบเท่าดาวเทียม THEOS-1 หรือ THEOS-2 ของ GISTDA แต่จุดแข็งของ CUSAT-1 อยู่ที่ความถี่ในการโคจรผ่านพื้นที่ประเทศไทยที่สูงกว่า ทำให้ติดตามสถานการณ์ได้รายวัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตอย่างน้ำท่วม และที่สำคัญไม่แพ้กันคือดาวเทียมดวงนี้มีชิ้นส่วนที่ชมรมพัฒนาขึ้นเองในประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอนาคต
“ทีมของเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัลเพราะงานทั้งหมดในขณะนั้นยังอยู่ในรูปเอกสาร ไม่มีอะไรให้จับต้องได้จริง แต่ทีมเลือกทำให้สุดทาง เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่มีทางรู้ว่าจะผ่านหรือไม่ และผลที่ออกมาก็เกินความคาดหวังไปมาก” ณัฐวุฒิ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ความสำเร็จครั้งนี้ยังถือเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนไทยในระดับนานาชาติ ธีร์ กล่าวว่าเมื่อก่อนคิดว่าอวกาศเป็นเรื่องที่ต้องรอจนเรียนจบปริญญาตรีหรือต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้ช่องว่างนั้นหายไป เพราะนิสิตปีที่ 1–2 ก็สามารถทำได้แล้ว และยังมีสมาชิกบางคนที่ขณะร่วมโครงการนี้ยังอยู่ในระดับมัธยมปลายด้วยซ้ำ
“ไม่อยากให้คิดว่าเรื่องอวกาศมันไกลตัวเกินไป การที่เราชนะโครงการนี้พิสูจน์ว่าเยาวชนไทยก็สามารถทำอวกาศได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก่อน พวกเราได้สร้างจนสำเร็จแล้ว ใครสนใจก็ควรลองได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินความสามารถของเยาวชนไทย” ตัวแทนนิสิตทีม CUSAT กล่าวทิ้งท้าย
















