ศูนย์กลางนวัตกรรม จุฬาฯ ลงนามกับเกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า ถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติก พัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อคนไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยด้านโพรไบโอติกร่วมกับบริษัท โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมจากเชื้อสายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทย สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ Prometa นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำผลงานวิจัยไทยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย
พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารจามจุรีสแควร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร หัวหน้าโครงการวิจัย และ ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ
เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดในครั้งนี้เป็นโพรไบโอติกเชื้อผสม ประกอบด้วยLacticaseibacillus rhamnosus L34, Lacticaseibacillus paracasei L45 และ Bifidobacterium bifidum NB42 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจากผลงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และมีศักยภาพในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพด้านเมแทบอลิซึม เช่น ภาวะไตเสื่อม ภาวะน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันในเลือดสูง และภาวะไขมันพอกตับ การศึกษาระดับก่อนคลินิกพบว่า สูตรโพรไบโอติกดังกล่าวสามารถช่วยลดการสะสมของไขมัน ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึมในสัตว์ทดลอง

ศ. นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนผ่านงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่มีความโดดเด่นด้านหลักฐานทางวิชาการ และความน่าเชื่อถือทางการแพทย์ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้ชัดเจน นวัตกรรมดังกล่าวมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการเจ็บป่วยรุนแรงในหลายโรค ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาในการสร้างสรรค์ งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมีภาคธุรกิจเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค การบูรณาการระหว่างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการทำตลาดในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมที่มีมาตรฐานรองรับอย่างเป็นระบบ”

ศ. ดร.สมหญิง ธัมวาสร หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า “งานวิจัยนี้ใช้จุลินทรีย์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Lactobacillus casei L34, Lactobacillus paracasei 45 และ Bifidobacterium NB42 ซึ่งผ่านการพิสูจน์ด้วยการหาลำดับพันธุกรรมแล้วว่าเป็นสายพันธุ์เฉพาะที่ไม่ซ้ำกับที่ใดในโลก และมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน อย. เนื่องจากเป็นเชื้อที่แยกได้จากร่างกายคนไทย จึงมีความทนทานต่อสภาพร่างกายและอาหารของคนไทยเป็นพิเศษ เช่น สายพันธุ์ L34 มีความทนทานต่อแคปไซซิน (สารสกัดจากพริก) ได้ดีกว่าสายพันธุ์เชิงพาณิชย์จากต่างประเทศ มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ทำให้ลำไส้แข็งแรง (ป้องกันภาวะลำไส้รั่ว) ป้องกันสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด และช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ประจำถิ่น”

ภก.เชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและอุตสาหกรรมในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยที่มีความจำเพาะเจาะจงและเหมาะสมกับร่างกายของคนไทยอย่างแท้จริง นวัตกรรมนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยลดการอักเสบในผู้ป่วยโรคไต ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการรักษาด้วยผลการรับรองทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศ แต่ยังช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่มีคุณภาพสูงและตอบโจทย์ความต้องการทางการแพทย์ได้อย่างยั่งยืน”
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยใช้การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานวิจัย และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน





































