จุฬาฯ จับมือ NUS จัดเวทีระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาด และนโยบายเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Institute for Environment and Sustainability (IES), Lee Kuan Yew School of Public Policy, National University of Singapore (NUS) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค “Driving Clean Energy Innovation: Strategic Policy Pathways and Market Integration in Thailand and Beyond” โดยมี รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ รองอธิการบดีจุฬาฯ ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ และ Prof.Tan-Soo Jie-Sheng, Institute for Environment and Sustainability, Lee Kuan Yew School of Public Policy, National University of Singapore (NUS) กล่าวต้อนรับ เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 ณ Chula Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ




การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 กรกฎาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิเคราะห์และกำหนดนโยบายพลังงานสะอาด ตลอดจนสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
เนื้อหาของการประชุมวันแรก เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV Transition) โดยครอบคลุมประเด็นการพัฒนารูปแบบธุรกิจและกฎระเบียบใหม่ การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า การพยากรณ์และบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการจัดการแผงเซลล์แสงอาทิตย์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน การประชุมวันที่ 2 เกี่ยวข้องกับการคมนาคมอย่างยั่งยืนและการประสานนโยบายข้ามภาคส่วน (Sustainable Mobility and Cross-Sector Policy Coordination) โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุค EV ความพร้อมของระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ตลอดจนบทเรียนเชิงนโยบายจากประเทศในเอเชีย
ผลการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและรายงานสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด การบูรณาการตลาดและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงนโยบายและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน





































