จุฬาฯ เปิดพื้นที่ภาพยนตร์เม็กซิโก เชื่อมเรื่องเล่า ความทรงจำ และบทสนทนาข้ามวัฒนธรรม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเทศกาลภาพยนตร์เม็กซิโกร่วมสมัย ชวนผู้ชมทำความรู้จักเม็กซิโกผ่านภาพยนตร์ที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์ ความทรงจำ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และอัตลักษณ์ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์ นักวิชาการ นิสิต และผู้ชมชาวไทย ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569
เทศกาล Mexican Film Festival at Chulalongkorn University จัดโดยคณะนิเทศศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย ศูนย์วัฒนธรรม Baturu และมหาวิทยาลัยแห่งชาติเอกราชเม็กซิโก (UNAM) เพื่อใช้ภาพยนตร์เป็นพื้นที่เชื่อมโยงสังคมไทยและเม็กซิโก และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการระหว่างสองประเทศ

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาพยนตร์เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักอีกสังคมหนึ่ง ไม่ใช่เพียงผ่านข้อเท็จจริง แต่ผ่านเรื่องราว ผู้คน ความทรงจำ ความขัดแย้ง และจินตนาการ
“การสื่อสารสามารถเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงผู้คน นำพาเรื่องราวข้ามพรมแดน และสร้างบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เราหวังว่าภาพยนตร์เม็กซิโกร่วมสมัยเหล่านี้จะทำให้นิสิตและผู้ชมได้รู้จักเม็กซิโกจากหลากหลายมุมมอง ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เราหันกลับมามองและตั้งคำถามต่อสังคมและวัฒนธรรมของเราเองในประเทศไทย” รศ.ดร.ปรีดา กล่าว
ปลุกภาพการปฏิวัติเม็กซิโกให้กลับมามีชีวิตผ่าน AI
กิจกรรมวันแรกได้รับเกียรติจาก Ms. Atzimba Luna Becerril อุปทูตรักษาราชการ สถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน โดยมีไฮไลต์คือการฉายรอบปฐมทัศน์นานาชาติของสารคดี La Bola (Uprising) ผลงานของผู้กำกับชาวเม็กซิกัน Alfonso Coronel
La Bola พาผู้ชมย้อนสำรวจ การปฏิวัติเม็กซิโก ผ่านฟุตเทจจดหมายเหตุที่ได้รับการฟื้นฟูและแต่งสี (Colorization) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้บุคคลและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กลับมาปรากฏต่อสายตาผู้ชมร่วมสมัย พร้อมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ภาพยนตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนบทบาทของภาพในการกำหนดวิธีที่สังคมจดจำและตีความอดีต
รศ.ดร.ภาสุรี ลือสกุล รองคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า La Bola เปิดโอกาสให้ผู้ชมเรียนรู้ประวัติศาสตร์การปฏิวัติเม็กซิโกจากมุมมองที่แตกต่าง โดยภาพยนตร์มี “พื้นที่พิเศษ” ในโลกการเมืองของเม็กซิโกมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
“ สารคดีเรื่องนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งที่ใช้ AI ปลุกชีวิตให้ผู้นำคนสำคัญ นำเสนอภาพเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่น้อยคนจะมีโอกาสเห็น และร้อยเรียงเชื่อมโยงกับตำนานความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ” รศ.ดร.ภาสุรี กล่าว
หลังการฉาย Alfonso Coronel ร่วมสนทนาและตอบคำถามกับ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร นักวิจารณ์ภาพยนตร์และรักษาการหัวหน้าภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แลกเปลี่ยนประเด็นตั้งแต่กระบวนการสร้างภาพยนตร์ การใช้เทคโนโลยีกับภาพจดหมายเหตุ ไปจนถึงการนำประวัติศาสตร์กลับมาตีความใหม่สำหรับผู้ชมในปัจจุบัน
จากสิ่งแวดล้อมและพลังชุมชน สู่การค้นหาตัวตน
เทศกาลภาพยนตร์เม็กซิโกเมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสำรวจเม็กซิโกร่วมสมัยผ่านภาพยนตร์อีกสามเรื่อง ซึ่งเชื่อมโยงเรื่องราวของผู้คนเข้ากับประเด็นสิ่งแวดล้อม ชุมชน อัตลักษณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ช่วงเช้า ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Valentina Leduc เรื่อง Los sueños que compartimos (The Dreams We Share) นำเสนอสารคดีที่ติดตามชุมชนใน เม็กซิโก สเปน และเยอรมนี ซึ่งร่วมกันปกป้องผืนดิน น้ำ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบของภาคอุตสาหกรรม ถ่ายทอดทั้งความหวัง พลังของชุมชน และการต่อสู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อม การบรรยายและพูดคุยพิเศษกับ Valentina Leduc เกี่ยวกับภาพยนตร์และการทำสารคดี และ ดร.ธีรพงศ์ เสรีสำราญ ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
ช่วงบ่าย เทศกาลภาพยนตร์นำเสนออีกสองเรื่อง เริ่มจาก Se busca (Missing) กำกับโดย Kenya Márquez เรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่นที่ออกเดินทางกว่า 2,000 กิโลเมตรสู่ Ciudad Juárez จากจุดเริ่มต้นของการหลบหนีครอบครัวและความสับสนในชีวิต การเดินทางค่อย ๆ กลายเป็นการค้นหารากเหง้า ตัวตน และความหมายของการเติบโต
ปิดท้ายด้วย Luna Negra (Black Moon) กำกับโดย Tonatiuh García ดราม่าที่สร้างจากเหตุการณ์จริง เมื่อสามพี่น้องและชุมชนใน Veracruz ลุกขึ้นปกป้องแม่น้ำจากโครงการที่คุกคามวิถีชีวิต เปลี่ยนความขัดแย้งภายในครอบครัวให้เชื่อมโยงกับคำถามใหญ่เรื่อง สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ อำนาจ และสิทธิของชุมชน


ตลอดสองวัน เทศกาลจึงไม่ได้เพียงนำภาพยนตร์เม็กซิโกมาฉายในประเทศไทย แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ทำหน้าที่เป็น “สื่อกลางทางวัฒนธรรม” ที่พาผู้ชมข้ามพรมแดนไปทำความรู้จักผู้คน ประวัติศาสตร์ และประเด็นร่วมสมัยของอีกสังคมหนึ่ง พร้อมกลับมาตั้งคำถามและมองสังคมของตนเองผ่านสายตาใหม่





































