ข้ามไปยังเนื้อหา

จุฬาฯ จัด “กันก่อนท่วม ครั้งที่ 3” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ “Water Smart Communities” เปลี่ยนการจัดการน้ำจากรับมือสู่การป้องกันก่อนเกิดภัย

จุฬาฯ จัด “กันก่อนท่วม ครั้งที่ 3” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ “Water Smart Communities” เปลี่ยนการจัดการน้ำจากรับมือสู่การป้องกันก่อนเกิดภัย

ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และถอดบทเรียนการจัดการน้ำจากชุมชนต้นแบบ พร้อมนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนการจัดการน้ำเชิงป้องกัน โดยมุ่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การ “รู้ก่อน เตรียมก่อน ป้องกันก่อน” และต่อยอดการจัดการน้ำจากการลดความเสี่ยงสู่การสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ Water Economy

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานกล่าวเปิดงานกล่าวว่า บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยต้นทุนของการรอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงแก้ไขสูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้าอย่างมาก ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือน้ำท่วมให้ดีขึ้น แต่คือการทำให้แต่ละพื้นที่รู้จักน้ำของตนเอง เข้าใจความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย

“ชุมชนคือส่วนสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ปรับตัว อยู่กับน้ำ ป้องกันภัย และแปรเปลี่ยนน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแทนที่จะปล่อยให้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะต้องผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับพลังและความพร้อมของคนในชุมชน โดยมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการฝึกอบรมชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การสนับสนุนให้ชุมชนกว่า 19 แห่งได้รับการเรียนรู้และเฝ้าระวังภัยน้ำหลากอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่า ภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือในการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนที่เข้มแข็งและยังไม่เข้มแข็ง และร่วมบูรณาการระบบข้อมูลเตือนภัยข้ามอำเภอหรือจังหวัดผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลข่าวสารและร่วมกันป้องกันภัยได้อย่างเท่าทัน” ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” โดยกล่าวว่า เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่น้ำเพื่อทำความเข้าใจเส้นทางการไหลของน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแบ่งบทบาทความรับผิดชอบได้อย่างชัดเจนตามลักษณะภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเสริมพลังภูมิปัญญาที่ชุมชนมีอยู่เดิม ให้สามารถต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาน้ำโดยไม่จำกัดอยู่เพียงด้านวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ควรดึงความถนัดจากหลากหลายสาขาวิชาเข้ามาเสริมกัน เพื่อให้การจัดการน้ำครอบคลุมทั้งมิติทางวิศวกรรม สังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชุมชนไปพร้อมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำให้กลายเป็นกลไกสำคัญของการสร้างชาติ เป้าหมายไม่ใช่เพียงป้องกันน้ำท่วม แต่คือทำให้ทุกคนรู้จักน้ำ เตรียมพร้อม และอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างรู้เท่าทัน และจัดการน้ำให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม นำเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

● Blue Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนแบบ PPP ระหว่างภาครัฐและเอกชน 

● Integrated Water Data Platform การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก 

● Water Smart Community เสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งการรับมือและการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน 

● ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน 

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้ำ โดยมองว่าน้ำคือทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศหากเราจัดเก็บและดูแลได้ดี แต่หากบริหารจัดการไม่ดี น้ำจะกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำลายความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการร่วมลงทุนทันที นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูลด้านน้ำ แต่โจทย์ที่แท้จริงคือจะแปลงข้อมูลเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร เนื่องจากในปัจจุบันเราเผชิญกับสถานการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เหตุการณ์ฝนตกหนักที่หาดใหญ่ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ที่มีปริมาณเกือบเท่าค่าเฉลี่ยทั้งปี หรือกรณีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาซึ่งมีฝนตกหนักในพื้นที่เพียง 6 ชั่วโมงแต่มีปริมาณน้ำเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยทั้งปี เราจึงต้องเร่งทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำเทคโนโลยีและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพยากรณ์สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสและอนาคตของประเทศ” รศ.ดร.วิทยา กล่าวเพิ่มเติม

ภายในงาน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติชุมชนต้นแบบแก่ผู้แทน 7 ชุมชนต้นแบบ สะท้อนว่าการจัดการน้ำไม่มีสูตรเดียว แต่เกิดจากคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหา ร่วมมือกัน และออกแบบทางออกให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง จึงสามารถเปลี่ยนจากวิกฤติน้ำเป็นความมั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้พร้อมกัน

● เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สะท้อนพลังของ “คนต้นน้ำสร้างอนาคตร่วมกัน” เมื่อชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ทั้งพื้นที่ต้นน้ำและผู้คนปลายน้ำ

● แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม แสดงให้เห็นว่า “น้ำสร้างมิตร” ได้ เมื่อความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็มกว่า 20 ปี เปลี่ยนเป็นความร่วมมือด้วยข้อมูล งานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น

● ตาหลังใน จ.สระแก้ว แสดงพลังของ “ข้อมูลเปลี่ยนปัญหาเป็นแผน” เมื่อชุมชนรู้ว่าน้ำมีเท่าไร อยู่ที่ไหน และต้องการใช้เท่าไร ก่อนนำข้อมูลผ่าน COPIN มาวิเคราะห์และวางแผนจัดการน้ำ

● ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์แสดงให้เห็นว่า “จัดการน้ำ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้” ผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีรายได้ สามารถสร้างรายได้คนละ2,000-3,000 บาทต่อเดือน ผ่านแก้มลิง พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาพันธุ์ข้าว และพืชผล รวมทั้งพัฒนาเกษตรกร

● นครปฐม ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของจังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท( Gross Provincial Product ด้านเกษตรของจังหวัด ที่มา สภาพัฒน์) 

● คลองเปรมประชากร กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่า “แก้น้ำ พร้อมแก้คุณภาพชีวิต” ด้วยการฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และการมีส่วนร่วมของคนริมคลอง

● ทรงวาด กรุงเทพฯ สะท้อนการ “อยู่กับน้ำ พร้อมสร้างเศรษฐกิจ” เมื่อชุมชนริมน้ำปรับตัวต่อความเสี่ยง ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน สร้างรายได้ทั้งย่าน 10-40 ล้านบาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” โดย รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมถอดบทเรียนจากทั้ง 7 พื้นที่ โดยเห็นว่าการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของพื้นที่ และเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้” เป็น “รู้ก่อน เตรียมก่อน ป้องกันก่อน” ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังของชุมชน เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถรู้จักน้ำของตนเอง เข้าใจความเสี่ยง และเตรียมรับมือได้ก่อนเกิดภัย

จุฬาฯ จัด “กันก่อนท่วม ครั้งที่ 3” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ “Water Smart Communities” เปลี่ยนการจัดการน้ำจากรับมือสู่การป้องกันก่อนเกิดภัย
รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำของ กทม. ต้องแยกเป็นสองประเด็นหลัก คือการรับมือจากกรณีฝนตกหนักและรุนแรงในพื้นที่ ซึ่ง กทม. ได้นำแบบจำลองคอมพิวเตอร์มารันทดสอบฝนตกหนักเพื่อประเมินความเสี่ยงและเร่งระบายน้ำในจุดเสี่ยงภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประเด็นที่สองคือการป้องกันน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลหนุน โดยกรุงเทพฯ มีความมั่นใจเนื่องจากใช้ระบบปิดล้อมป้องน้ำหลากด้วยความสูงตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งออกแบบมาสูงกว่าระดับสถิติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทั้งนี้ ทาง กทม. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความร่วมมือระดับชุมชนและภาคีเครือข่ายในการช่วยสัญจร ดูแลรักษาความสะอาด และป้องกันขยะอุดตันในลำคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป โดยยังคงติดตาม เฝ้าระวัง และศึกษาแนวโน้มสถานการณ์น้ำในระยะยาวอีก 30-50 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

จุฬาฯ จัด “กันก่อนท่วม ครั้งที่ 3” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ “Water Smart Communities” เปลี่ยนการจัดการน้ำจากรับมือสู่การป้องกันก่อนเกิดภัย
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวปิดท้ายว่า การสร้าง Water Resilience ไม่ควรมองเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัย แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตและเป็นหัวใจของแนวคิด Water Economy ที่มุ่งให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการรับมือกับน้ำไปสู่การอยู่กับน้ำอย่างรู้เท่าทันและใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อสร้างอนาคต ทั้งในด้านการอยู่รอด การฟื้นตัว และการเติบโต โดยชุมชนสามารถใช้การจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนการเกษตร พัฒนาเมืองที่อยู่ร่วมกับน้ำ และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

จุฬาฯ จัด “กันก่อนท่วม ครั้งที่ 3” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ “Water Smart Communities” เปลี่ยนการจัดการน้ำจากรับมือสู่การป้องกันก่อนเกิดภัย