ข่าวสารจุฬาฯ

โรคทางสายตา ภัยเงียบที่มากับโควิด-19

โควิดชีวิตเปลี่ยน เรียนออนไลน์ Work From Home ดูเป็นเรื่องที่เหมือนจะดีที่ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง แต่จริงๆ แล้วก็มีอันตรายหลายอย่างตามมามากมาย โดยเฉพาะโรคที่เกิดขึ้นกับทางสายตาที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome รวมถึงในเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันที่น้อยลง และโรคจากออฟฟิศซินโดรมที่เกิดการจากการนั่งทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆ ในท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

รศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ

รศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าศูนย์เลเซอร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม หรือ CVS (Computer Vision Syndrome) คือ กลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย มีปัญหาทางตา คอ บ่า ไหล่ โดยเฉพาะการทำงานแบบ Work from Home ทำให้เรามีการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต  และสมาร์ทโฟนมากจนเกินไป โดยอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม มักเกิดกับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวต่อเนื่องนานเกินกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกัน

วิธีการสังเกตอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

– ตาแห้ง แสบและเคืองตา

 – ปวดเมื่อยตา เหนื่อยตา ไม่ค่อยอยากลืมตา

– ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด โฟกัสได้ช้าลง

– เวลากระพริบตาอาจมีน้ำตาไหลออกมา

– ปวดบริเวณกระบอกตา รวมไปถึงปวดศีรษะ หลัง ไหล่ หรือปวดต้นคอ เป็นอาการที่เรียกว่า Office Syndrome

วิธีการช่วยลดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

– จัดคอมพิวเตอร์และแป้นพิมพ์ให้อยู่ในระดับที่พอดี

– ปรับระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมโดยให้จอคว่ำลงประมาณ 15 องศา

– ระยะห่างของคอมพิวเตอร์จนถึงระยะสายตาประมาณ 80 – 100 เซนติเมตร

– ขนาดตัวหนังสือที่ใช้ต้องมีความสบายตา ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป

– สีของตัวหนังสือต้องมีความแตกต่างกัน ไม่จ้าเกินไป

– ปรับความสว่างในห้องทำงาน และหน้าอุปกรณ์ที่ใช้งานให้เหมาะสม กะพริบตาบ่อย

– พักสายตาตามหลัก 20 : 20 : 20 คือ ทุก 20 นาที พักสายตาจากหน้าจอ และมองออกไปไกลระยะ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาทีต่อครั้ง

– วางแก้วน้ำที่ใส่น้ำ 1 แก้วไว้ข้างๆ เพื่อให้น้ำระเหยเพิ่มความชุ่มชื้นมากขึ้น 

รศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวต่อไปว่า ในยุคที่เด็กๆ ต้องเรียนออนไลน์ โดยใช้อุปกรณ์หลากหลายซึ่งมีทั้ง คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ส่งผลให้เกิดอุบัติการณ์ตาแห้งในเด็กสูงขึ้นถึง 50  %

เมื่อเด็กใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการเรียนต่อเนื่องกันกันเป็นเวลานาน รวมถึงการเล่นเกม ก็จะทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดอาการเกร็ง ทำให้เด็กต้องบีบตา เค้นตา หรือกระพริบตาแน่นๆ ทำให้ตาแกว่งไปมาซึ่งเป็นความผิดปกติ ร่วมกับอาการตาแห้ง ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่ให้เด็กๆ หยุดพักการใช้อุปกรณ์เหล่านี้บ้าง รวมถึงดูแลในเรื่องระยะห่างระหว่างสายตากับอุปกรณ์ที่เด็กใช้งานด้วย

นอกจากนี้ รศ.พญ.งามจิตต์ ยังได้ฝากถึงการดูแลป้องกันสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุที่เกิดจากต้อซึ่งมีอยู่ 4 ประเภท คือ

– ต้อลม ต้อเนื้อ เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตา ที่ผ่านการโดนฝุ่น ลม แสงยูวี ดูแลรักษาด้วยการใส่แว่น หยอดน้ำตาเทียม หรือหยอดยาบางชนิดได้ ต้อชนิดนี้ไม่เกิดอันตราย

– ต้อกระจก เกิดจากแก้วตาขุ่นมัวจากการใช้งานมานาน ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด รักษาได้ด้วยการลอกออกแล้วใส่แก้วตาเทียมใหม่เพื่อทำให้กลับมามองเห็นได้ชัดเหมือนเดิม

– ต้อหิน พบได้ในผู้ทีมีอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องมาทำการตรวจตัดกรองว่าเป็นต้อหินชนิดใดเพื่อหาวิธีการในการรักษาที่เหมาะสมต่อไป


อื่นๆ

จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย