รู้จักจุฬาฯ
การบริหาร
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย
Green University
Sustainability
ติดต่อจุฬาฯ
บริจาคให้จุฬาฯ
หลักสูตร
การสมัครเข้าศึกษา
หน่วยงานการศึกษา
บริการนิสิต
บริการวิชาการ
บริการทางการแพทย์
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
สารสนเทศและการสื่อสาร
พื้นที่สร้างสรรค์
ข่าวสารและความเคลื่อนไหว
วารสารจุฬาฯ
สาระความรู้
Highlights
13 มีนาคม 2569
ผู้เขียน รัตนาวลี เกียรตินิยมศักดิ์
จุฬาฯ โดย สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม แหล่งรวมองค์ความรู้ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่สำคัญในประเทศไทย ฟื้นฟูและสืบสานมรดกทางดุริงยางคศิลป์ไทย นำครูผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความไพเราะของบทเพลงให้กับคนรุ่นหลัง พร้อมให้ผู้สนใจร่วมดื่มด่ำกับท่วงทำนองทุ้มนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 26 มีนาคมนี้
ดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติที่ผ่านการเวลามาอย่างยาวนาน จนเกิดเป็นองค์ความรู้และสอดแทรกอยู่ในสังคมและวิถีชีวิตไทยอย่างไม่สามารถแยกออกได้ สุ้มเสียงและท่วงทำนองของดนตรีไทยแต่ละประเภทมีที่มา เอกลักษณ์ และโอกาสในการใช้งานแตกต่างกันไป ทั้งวงมโหรี วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ เสียงระนาดและเครื่องดนตรีหลายชิ้นในวงปี่พาทย์อาจคุ้นหูหลายคน ที่มักได้ยินในงานพิธีกรรมต่าง ๆ และการแสดง เช่น ละคร โขน เป็นต้น แต่เมื่อกล่าวถึง “ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อและไม่เคยได้รับฟัง
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นการแสดงดนตรีที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการผสมผสานแนวคิดอย่างยุโรป แต่บรรเลงและขับร้องอย่างดนตรีไทยแท้ เฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงดนตรีเพื่อต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือนราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสังคมทำให้เสียงของปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แผ่วลงจนแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง กระทั่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูและสืบสานสำเนียงเสียงทุ้มนุ่มละมุนนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อให้คนในชาติได้สัมผัสและชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมนี้
“วิธีการอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ดีที่สุดคือการที่มหาวิทยาลัยนำเอาวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มาบรรจุอยู่ในหลักสูตรของคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นรายวิชา นิสิตที่เรียนดุริยางคศิลป์ไทยทุกคนต้องเรียนและฝึกซ้อมเพื่อนำไปแสดงในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” คุณกรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว
คุณกรรชิตย้อนความทรงจำราว 40 ปีก่อนเมื่อครั้งเป็นนิสิตรุ่นที่ 2 ของภาควิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า “ตอนนั้น นิสิตต้องเข้าค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ผมต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย 3 เดือน ทุกเช้าอาจารย์จะตีฆ้องโหม่งตอนตี 5 ให้นิสิตตื่นมาซ้อมเพลงและต่อเพลงจนถึง 7 โมงครึ่ง แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวมาเรียนหนังสือ เย็นลงก็กลับไปซ้อมดนตรีต่อเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงที่หอประชุมจุฬาฯ”
แม้ปัจจุบันจะไม่มีค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่นิสิตดุริยางคศิลป์ไทยจะต้องอยู่โยงที่มหาวิทยาลัย แต่นิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าด้านดุริยางคศิลป์ไทยก็ยังคงฝึกฝนการบรรเลงดนตรีอย่างจริงจังเพื่อการแสดงในวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 109 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีนักดนตรีและผู้ขับร้องกว่า 150 ชีวิต ร่วมในรายการแสดงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่หาฟังและชมได้ยากยิ่ง
นอกจากการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแล้ว สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทยที่มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศด้วย “เรามีหอสมุดดนตรีไทย มีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องดนตรีปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และข้อมูลเสียง ภาพ หนังสือ เอกสาร และงานวิจัยต่าง ๆ ให้บริการ” คุณกรรชิตกล่าว
ปี่พาทย์เป็นวงดนตรีไทยที่มีมาแต่โบราณ ส่วน “ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” นั้น เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ. 2441 ภายหลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคณะผู้ติดตามการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญในราชสำนัก 2 ท่านโดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปะหลายแขนง รวมถึงดนตรีไทย นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่ทำให้พระองค์ได้รับการรับการยกย่องว่าเป็น “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ส่วนเจ้านายอีกท่าน คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ผู้ที่มีความสนใจในศิลปวิทยา และได้รับมอบหมายให้ควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดง ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมหุ่น กรมรำโคม
“ทั้ง 2 ท่านได้ชมการแสดงโอเปร่า ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เล่นเอง ร้องเอง ฉากเปลี่ยนตามท้องเรื่อง ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากละครไทย ที่ตัวละครจะรำ แสดงท่าทาง แต่ไม่ได้ร้องเอง เมื่อกลับมาเมืองไทย ทั้งสองท่านจึงดำริที่จะทำละครไทยตามลักษณะการแสดงอย่างโอเปร่าฝรั่งบ้าง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชวงศ์และขุนนางต่างประเทศมาเข้าเฝ้าฯ เพื่อเจริญพระราชไมตรีบ่อยครั้ง ทางราชสำนักจำเป็นต้องจัดการแสดงต้อนรับราชอาคันตุกะอยู่เสมอ”
“สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำริว่าวงปี่พาทย์ไทยที่มีอยู่ไม่เหมาะกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่จัดขึ้นภายในอาคาร จึงทรงปรับวงปี่พาทย์ของไทยเสียใหม่ โดยตัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมและดังออก เช่น ไม้ตีระนาดให้เปลี่ยนจากไม้แข็งเป็นไม้ทุ้ม เอาปี่ที่มีเสียงแหลมออกใช้ขลุ่ยแทน กลองทัดเปลี่ยนเป็นกลองตะโพน และทรงคิดเครื่องดนตรีใหม่ คือ ฆ้องหุ่ย 7 ใบ ที่ทำให้เกิดเสียงทุ้มน่าฟังในจังหวะที่เหมาะสม เพิ่มความไพเราะให้กับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”
คุณกรรชิตกล่าวว่าเสียงทุ้มละมุนและนุ่มนวลคือเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่มาจากองค์ประกอบของเครื่องดนตรี ได้แก่ ระนาดเอก (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มไม้ (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มเหล็ก (ตีด้วยไม้นวม), ฆ้องวงใหญ่ (ตีด้วยไม้นวม), ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, กลองตะโพน , ฆ้องหุ่ย 7 เสียง, ตะโพน, ซออู้, ฉิ่ง และกรับพวง
นอกจากมีการปรับเสียงวงปี่พาทย์ให้รื่นหูสำหรับราชอาคันตุกะแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์ละครรูปแบบใหม่อีกด้วย
“เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์คิดการแสดงและดนตรีแบบใหม่ โดยนำเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท จันทกินรี มาเล่าใหม่ ตัวละครจะไม่ได้รำอย่างเดียวแล้ว แต่มีการขับร้องบทละครเองด้วยเหมือนการแสดงโอเปร่า”
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้มีความสนใจด้านการละครฟ้อนรำและการขับร้องเป็นทุนเดิม ท่านมีคณะละครที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษสายราชสกุลกุญชร และท่านก็ได้สร้างโรงละครโดยตั้งชื่อว่า “โรงละครดึกดำบรรพ์” จึงทำให้การบรรเลงปี่พาทย์และการแสดงละครร้องแบบโอเปร่าที่จัดแสดงในโรงละครแห่งนี้ได้ชื่อตามโรงละครไปด้วยว่า “ละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”
ทั้งปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เฟื่องฟูในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะในช่วงที่โรงละครดึกดำบรรพ์จัดการแสดงอยู่ จนเมื่อเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ป่วยและออกจากราชการ โรงละครดึกดำบรรพ์จึงปิดตัวลงราว พ.ศ. 2452 เสียงนุ่มทุ้มของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็เริ่มแผ่วลงตามไปด้วย
คุณกรรชิตอธิบายว่าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นับได้ว่าเป็นของหลวง มักเล่นในเวลาที่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ในโอกาสต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป ผู้รู้และเล่นดนตรีและละครดึกดำบรรพ์จึงอยู่ในวงจำกัด
“สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคเฟื่องฟูของการดนตรี พระองค์ทรงจัดตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวง มีกรมโขน กรมมหรสพ กรมปี่พาทย์ ต่อมาเมื่อวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ไม่ค่อยได้บรรเลงกันเท่าไร คนเล่นก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ การที่ต้องเล่นเอง ร้องเอง นักแสดงหน้าตาดี ร้องได้ ฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก คุณสมบัติครบเครื่องอย่างนี้ หาคนที่พอเหมาะสมก็ยาก นานวันเข้า เมื่อไม่ได้เล่น คนก็ลืมไป”
“เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นยุคสงครามโลก ข้าวยากหมากแพง ผู้คนย่อมคิดเรื่องปากท้องก่อนเรื่องงานดนตรีและศิลปะ และยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองและสมัยรัฐนิยมที่มีการควบคุมการเล่นดนตรีไทย ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จึงสร่างซาลงไปมาก”
เสียงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และการแสดงละครดึกดำบรรพ์เงียบหายไปหลายทศวรรษ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2528 เมื่อจุฬาฯ ก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์มาได้ 3 ปีเสียงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ในช่วงนั้นใกล้กับวาระโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในปี พ.ศ. 2530 ทางมหาวิทยาลัยจึงคิดจะทำเรื่องศิลปวัฒนธรรมถวายในโอกาสครบ 60 พรรษา จึงริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์”
ตอนนั้น คณะศิลปกรรมศาสตร์เปิดสอนเพียง 2 สาขา คือ ดุริยางคศิลป์และทัศนศิลป์ จึงมีเพียงโครงการดนตรีปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ไม่มีละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คุณกรรชิตเล่าถึงการดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่แรกเริ่มว่า “มหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรี มีการค้นหาประวัติศาสตร์ ทำวิจัย เก็บข้อมูลว่าปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และเสาะหาครูที่เคยบรรเลงเคยขับร้องเพื่อถ่ายทอดวิชา โครงการดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งจุฬาฯ (สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมในปัจจุบัน)”
“เราเปิดค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และตั้งเป้าเลยว่าปี พ.ศ. 2530 จะบรรเลงเพลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในวาระโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระชนมพรรษา 5 รอบ มหาวิทยาลัยเชิญครูผู้เป็นบุคคลสำคัญในวงการดนตรีไทย เช่น อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูใหญ่แห่งดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติคนแรก อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน อาจารย์เลื่อน สุนทรวาทิน อาจารย์ศรีนาฏ เสริมศิริ อาจารย์ท้วม ประสิทธิกุล คุณหญิงไพทูรย์ กิตติวรรณ อาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้อาวุโสมีอายุ70- 80 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เพื่อเชิญมาเก็บข้อมูลเรื่องปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และกรุณาถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง”
“ดนตรีแต่ละบ้าน แต่ละวง มีทางเป็นของตัวเอง ในปีหนึ่งเรานำแบบของครูท่านนี้มาเรียน อีกปีก็นำมาจากครูอีกท่าน ให้แต่ละท่านเป็นคนปรับวงและถ่ายทอด นับเป็นโชคดีที่ตอนนั้นยังมีครูที่มีความรู้เรื่องนี้อยู่ และเทคโนโลยีช่วยให้สิ่งที่ครูถ่ายทอดไว้ยังคงอยู่ ”
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เปิดการแสดงครั้งแรกใน พ.ศ. 2530 มีการแสดง 2 วัน โดยสมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรในวันแรก และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรในวันที่สอง
จากปี พ.ศ. 2530 จนปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงจัดการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นประจำทุกปีในวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย
“การอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก” คุณกรรชิตกล่าว “อย่างแรก จะต้องมีคนเล่นดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์จึงได้บรรจุวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นหลักสูตรให้นิสิตในคณะได้เรียน และเมื่อจบการศึกษาแล้วก็สามารถนำไปถ่ายทอดต่อที่อื่น ประการที่สอง ต้องมีผู้สนับสนุน มีงบประมาณ มีหน่วยงานนำไปสานต่อ และสุดท้าย ต้องมีผู้ฟัง”
คุณกรรชิตกล่าวถึงรูปแบบการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่จัดแสดงในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีนี้ มีการแสดงประกอบด้วย 3 รายการ ได้แก่
รายการที่ 1 การบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ “เพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์” โดยนิสิตจากวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจากคณะครุศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์
รายการที่ 2 การอ่านทำนองเสนาะเนื่องในโอกาสครบ 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์ การขับร้อง-บรรเลงเพลงโอ้ลาว สามชั้น และระบำนพรัตน์ โดยวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
รายการที่ 3 การขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่อง “พระผู้ให้” บทเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก นอกจากการบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แล้ว รายการแสดงสุดพิเศษ คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องและพระราชทานให้อาจารย์ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินของมหาวิทยาลัย ประพันธ์และบรรจุเพลง โดยพระองค์ท่านจะทรงดนตรีและทรงขับร้องร่วมกับวงสายใยจามจุรี ผสมผสานกับวงดนตรีสากลสโมสรนิสิต(CU Band) วงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ร่วมด้วยการแสดงประกอบพระราชนิพนธ์ โดยภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย นับเป็นการปิดท้ายรายการปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประจำปีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ” คุณกรรชิตกล่าวเชิญชวน
การแสดงทั้ง 3 รายการใช้เวลาราว 1.45 ชั่วโมง แต่นักดนตรีและนาฏศิลป์กว่า 150 ชีวิต อุทิศเวลามากกว่า 3 เดือนในการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อให้ดนตรีและนาฏศิลป์มีความสมบูรณ์มากที่สุด
“ก่อนการแสดงเริ่ม 3 เดือน อาจารย์บุญช่วย โสวัตร ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย จะดูแลฝึกซ้อมวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีทั้งวงนิสิตปัจจุบัน วงนิสิตเก่าที่มีฝีมือมาร่วมฝึกซ้อม ทำให้ได้ฝึกฝนฝีมือ ได้รับองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มศักยภาพให้มากขึ้น และนำไปเผยแพร่ต่อไป ส่วนอาจารย์ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินแห่งมหาวิทยาลัยจะถวายการฝึกซ้อม และฝึกซ้อมวงดนตรีพระราชทานวงสายใยจามจุรี ด้วย”
ณ วันนี้ เสียงดนตรีจากวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ แต่จะอีกนานเท่าไร? จะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไร? คุณกรรชิตกล่าวอย่างมีความหวังว่า “โลกปัจจุบัน ความคลาสิกกลับมาได้รับนิยม จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จะกลับมาอยู่ในกระแสนิยมอีกครั้ง”
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน “ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” เนื่องในโอกาสฉลอง 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ
ลงทะเบียนรับบัตรเข้าชมฟรีทางออนไลน์ผ่านทาง https://forms.gle/ZVSfMfzAb1no8t4EA
หลังจากลงทะเบียนแล้ว ติดต่อรับบัตรเข้าชมได้ที่สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม ชั้น 1 อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น.
ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะในนามของสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงาน โปรดติดต่อและส่งข้อมูลทาง LINE: @cuartculture
• กรณีมารับบัตรด้วยตนเอง: โปรดแสดงบัตรประชาชนตัวจริง
• กรณีให้ผู้อื่นมารับบัตรแทน: โปรดสำเนาบัตรประชาชน และเซ็นมอบอำนาจ ระบุว่าให้ใครมารับบัตรแทน
หมายเหตุ
• ขอสงวนสิทธิการเข้าชมเฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น
• บัตรเข้าชม 1 ใบ สำหรับผู้ชม 1 ท่าน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ โทร. 0-2218-3621, 0-2218-3635 และ 099 328 1616 ในวันเวลาราชการ
ติดตามข่าวสารของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ได้ที่
https://www.facebook.com/cuartculture/
“ตึกจักรพงษ์ – หอประวัติ จุฬาฯ” บอกเล่าเรื่องราวการก่อกำเนิดการอุดมศึกษาและเผยแพร่ “เกียรติภูมิแห่งจุฬาฯ” ผ่านสื่อนิทรรศการ วัตถุพิพิธภัณฑ์ และภาพถ่ายเก่า (ตอนที่ 1)
“แรร์เอิร์ธ” สมบัติล้ำค่าใต้พิภพที่โลกจับตา แหล่งพลังงานยุคใหม่ โอกาสทองของเศรษฐกิจไทย
จากอวนประมงสู่เส้นฟิลาเมนต์ นวัตกรรมจุฬาฯ รีไซเคิลขยะจากทะเล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
“แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34” โพรไบโอติกประจำถิ่น ลดการอักเสบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน
Silklife นวัตกรรมนักวิจัยจุฬาฯ ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล
จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด
คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้ รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง รายละเอียดคุกกี้
ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก รายละเอียดคุกกี้