รู้จักจุฬาฯ
การบริหาร
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย
Green University
Sustainability
ติดต่อจุฬาฯ
บริจาคให้จุฬาฯ
หลักสูตร
การสมัครเข้าศึกษา
หน่วยงานการศึกษา
บริการนิสิต
บริการวิชาการ
บริการทางการแพทย์
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
สารสนเทศและการสื่อสาร
พื้นที่สร้างสรรค์
ข่าวสารและความเคลื่อนไหว
วารสารจุฬาฯ
สาระความรู้
Highlights
13 มกราคม 2569
มิติใหม่ “ไหมไทย”นักวิจัยคณะวิศวฯ จุฬาฯ พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เรายังต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามค้นหาศักยภาพของวัสดุท้องถิ่น และได้ค้นพบมิติใหม่ของ “ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยรู้จักดีในฐานะผ้าไหมสีทอง ที่วันนี้กำลังจะกลายเป็นวัสดุทางการแพทย์ระดับสากล เช่น “วัสดุทันตกรรม” “เจลฉีดข้อ” และ “แผ่นแปะช่วยนอนหลับ”
รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ทีมวิจัยหันมาสนใจไหมไทยว่า “เราตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย เรามองว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศมีความสำคัญและเติบโตขึ้น แต่วัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มักต้องพึ่งพาวัสดุจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือไฮยาลูรอนิกแอซิด ในขณะที่วัสดุท้องถิ่นเกรดการแพทย์ หาได้ยาก”
รศ.ดร.จุฑามาศ รู้จักไหมไทยเป็นอย่างดี จากที่ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับโปรตีนไหมไทยตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตปริญญาเอก และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับไหมไทยมาแล้วกว่า 15 ปี ร่วมกับทีมอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร ดำรงศักดิ์กุล และศาสตราจารย์ ดร.โศรดา กนกพานนท์
“ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”
โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย
ไหมประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไฟโบรอิน ซึ่งเป็นเส้นใยไหมส่วนเดียวกับที่นำไปทำผ้าไหม และเซริซิน ที่เป็นกาวไหมซึ่งมักถูกล้างออกหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่ส่วนที่ทีม Silklife ให้ความสำคัญคือไฟโบรอินที่นำมาประยุกต์เป็นเนื้อเยื่อเทียมและระบบนำส่งยา
“ไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายประการที่โดดเด่นกว่าไหมจากต่างประเทศคือ ไหมไทยเป็นไหมชนิดเดียวในโลกที่มี “รังสีเหลืองทอง” มีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งแตกต่างจากไหมอิตาลีหรือไหมญี่ปุ่น คุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้สามารถจับกับสารออกฤทธิ์ที่ไม่ชอบน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการนำส่งยาบางประเภท” รศ.ดร.จุฑามาศ อธิบาย
นอกจากนี้ เส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติ
“หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ”
คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการคือความปลอดภัยต่อร่างกาย
“ไฟโบรอินเป็นโปรตีนธรรมชาติ เมื่อย่อยสลายในร่างกาย จะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ง่าย ไม่เหลือสารตกค้างอันตราย แตกต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์บางชนิด” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวและอ้างอิงการทดสอบในสัตว์ทดลองทั้งหนู กระต่าย และสุนัข ที่พบว่าโปรตีนไหมมีความเป็น “Inert” (อินเนิร์ท) หรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับร่างกาย (low immunogenicity) ซึ่งดีกว่าคอลลาเจนที่มักเกิดปฏิกิริยาเมื่อฝังเข้าไปในร่างกาย
โครงการ Silklife ไม่ได้มองการวิจัยเฉพาะในห้องแล็บ แต่มองภาพรวมและผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับทั้งระบบการผลิตที่เกี่ยวข้องในโครงการวิจัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
รศ.ดร.จุฑามาศ เล่าว่าทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมแบบอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ในจังหวัดราชบุรี และได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับแปลงหม่อน
“กระบวนการอินทรีย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องควบคุมทุกปัจจัยตั้งแต่ดินที่ปราศจากการปนเปื้อน มีแนวกันชนล้อมรอบแปลงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีปุ๋ยเคมีเลย ไปจนถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย”
นอกจากนี้ รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่าโรงเรือนเลี้ยงหนอนก็ต้องเป็นระบบปิด มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ตลอดทั้งปี เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอตามฤดูกาล ทั้งนี้ โรงเรือนของโครงการ Silklife ได้รับมาตรฐาน มกษ. 8203 เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย และกลายเป็นต้นแบบให้กับกรมหม่อนไหมอีกด้วย
“เกษตรกรที่เป็นคอนแทรคฟาร์มมิ่งจะได้รับการฝึกอบรมให้ปฏิบัติตาม SOP อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การสวมเสื้อกาวน์ ถุงมือ เพื่อลดการปนเปื้อนตลอดกระบวนการ”
รศ.ดร.จุฑามาศ เล่าว่าเมื่อได้รังไหมคุณภาพสูงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสกัดโปรตีน กระบวนการนี้ จะทำในโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งได้มาตรฐาน ISO 13485 สำหรับการควบคุมคุณภาพการผลิต และ ISO 10993 สำหรับการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบประมาณ 6 ชุดในสัตว์ทดลอง
การยกระดับมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกลางน้ำนี้ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงจะได้วัตถุดิบที่เป็นเกรดทางการแพทย์ (medical grade) พร้อมสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
จุดแข็งของโปรตีน Silklife คือความเป็น “แพลตฟอร์ม” ที่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ โดยทีมวิจัยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกร่างกายก่อน เพื่อทดสอบความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกร่างกาย ได้แก่
แผ่นไฮโดรเจลแปะผิวหนัง เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่พัฒนาสำเร็จ จากการใช้โปรตีนไหมเป็นตัวนำพาเพื่อกักเก็บและค่อย ๆ ปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ เช่น สารสกัดว่านสมุนไพรสำหรับแก้ปวดกล้ามเนื้อ สามารถปลดปล่อยสารอย่างต่อเนื่องนาน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากแผ่นแปะทั่วไปที่ให้แค่ความรู้สึกร้อนเย็น
แผ่นแปะ CBD (สารสกัดจากกัญชง) สำหรับช่วยการนอนหลับ แทนการหยด CBD ใต้ลิ้นซึ่งอาจทำให้เกิดการดื้อยาจากการใช้โดสสูง แผ่นแปะจะส่ง CBD ผ่านผิวหนังไปที่รีเซปเตอร์สำคัญ ภายใน 15-20 นาทีหลังแปะจะรู้สึกผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น ให้ผลอย่างต่อเนื่องตลอดคืน ผลิตภัณฑ์นี้อยู่ระหว่างรอการขึ้นทะเบียน อย. และมีโรงงานผลิตพร้อมแล้ว
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่
สแคฟโฟลด์หรือเมทริกซ์รูพรุน ที่ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำหรือสะพานเชื่อมเนื้อเยื่อ หนึ่งในการนำผลิตภัณฑ์ไปประยุกต์ใช้คือการอุดแผลหลังถอนฟันคุดหรือฟันกราม เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อติดกันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ วัสดุจะค่อย ๆ สลายตัวไปเองโดยไม่ต้องผ่าตัดเอาออก ซึ่งจะสะดวกสำหรับผู้ป่วย โครงการนี้มีแผนจะขยายไปสู่การรักษารากฟันและเนื้อเยื่อเทียมอื่น ๆ เช่น กระดูกหรือเอ็นที่ฉีกขาด ซึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอน Clinical Trial ในปี 2569
เจลฉีดเข้าข้อ เป็นอีกนวัตกรรมที่น่าจับตา เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคข้อในระยะเริ่มต้นที่ขาดสารหล่อลื่น เจลไหมจะช่วยรองรับแรง ทำหน้าที่หล่อลื่น และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำหล่อลื่นขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังสามารถผสมกับผงกระดูกหรือสารอื่น ๆ ได้อีกหลายชนิด ทำให้สามารถแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ได้มากมาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างเริ่มต้น Clinical Trial ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากโปรตีนไหมมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการสเกลการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
“การผลิตในห้องแล็บอาจทำได้เพียงหนึ่งลิตร แต่การผลิตเชิงพาณิชย์ต้องทำได้หลายร้อยลิตรพร้อมกับรักษาคุณภาพให้คงที่ทุกรอบ ปัญหาอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์โปรตีนก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค ทีมวิจัยต้องพัฒนาวิธีการและจดสิทธิบัตรเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในร่างกายต้องผ่านการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ตามเฟสมาตรฐาน ทำให้ใช้เวลานานกว่าจึงจะออกสู่ตลาดได้”
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ Silklife อยู่ที่ความเป็นแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยข้อมูลวิจัยที่สะสมมากว่า 15 ปี การเป็นวัสดุท้องถิ่นทำให้สามารถควบคุมแหล่งวัตถุดิบได้ และมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ
ผลงานของทีม Silklife ได้รับการยอมรับในหลายเวที ทั้งจากการยกระดับวัสดุท้องถิ่นด้วยมาตรฐานสากล การพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถแตกไลน์เป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในการปรับสูตรตามความต้องการ
“เราไม่ได้พัฒนามาแล้วได้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวแล้วจบ แต่สามารถแตกไลน์ไปได้เป็น 10 เป็น 100 ผลิตภัณฑ์” รศ.ดร.จุฑามาศ เผยถึงจุดเด่นของงานวิจัย
ความสำเร็จของ Silklife เกิดจากความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่กรมหม่อนไหมที่เป็นพาร์ทเนอร์มาตั้งแต่เริ่มต้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลและคลินิกที่ร่วมทดสอบ ศูนย์ทดสอบระดับสากล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และภาคเอกชนที่ร่วมผลักดันสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
โครงการ Silklife ไม่ได้มุ่งแค่พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมองถึงการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรด้วย
“โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”
มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ “เราอยากเห็นวันที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เหมือนญี่ปุ่นที่เมื่อใส่กระบวนการมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าก็สามารถขายได้ราคาสูงเช่นกัน ซึ่งการยกระดับนี้มาจากกระบวนการ มาตรฐาน และวิธีการที่เปลี่ยนไป การลงทุนในมาตรฐานสูงคุ้มค่าเพราะผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมีมูลค่าสูง และสามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้”
รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น
“เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง”
ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย
“เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”
สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุท้องถิ่น รศ.ดร.จุฑามาศ ให้ข้อแนะนำว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก ซึ่งการสร้างงานวิจัยเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาเป็นหลายผลิตภัณฑ์จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า เพราะแต่ละงานวิจัยใช้ทรัพยากร เงินทุน และเวลาเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน การที่เราเห็นงานวิจัยถูกนำไปใช้ได้จริง เกิดความร่วมมือกับเอกชน นับว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง งานวิจัยกับการทำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สามารถไปด้วยกันได้” รศ.ดร.จุฑามาศ เน้นย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันมีหลายผลิตภัณฑ์ที่จดสิทธิบัตรแล้วทำเชิงพาณิชย์เสร็จ ก็ยังสามารถนำงานวิจัยมาเขียนเป็นบทความวิชาการตีพิมพ์ได้ การสร้างทีมวิจัยที่เข้มแข็ง มีนักวิจัยที่เป็นกำลังสำคัญ และแตกแขนงผลิตภัณฑ์ออกไป จะช่วยให้เกิดผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นของประเทศได้อีกมากมาย
จากห้องแล็บในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สู่แปลงหม่อนในราชบุรี จากการตีพิมพ์ผลงานวิชาการนานาชาติ สู่การขึ้นทะเบียน อย. จากงานวิจัยพื้นฐาน สู่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง นี่คือตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ “ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง” ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมและผู้ป่วยที่รอคอยการรักษา เป็นตัวอย่างที่สะท้อนพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างองค์ความรู้ แต่ยังนำความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านงานวิจัยที่มีคุณค่า มีคุณภาพ และมีความหมายต่อสังคมไทยและนานาชาติ
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Silklife สามารถเข้าชมเว็บไซต์ www.enginelife.co.th ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน
ข้อเข่าเสื่อม โรคฮิตในผู้สูงอายุ รักษาได้ด้วยยาและการผ่าตัด
OSener ชุดกิจกรรมศิลปะเพื่อคนวัย 50+ เติมเต็มวันว่าง แก้เหงา ชะลอสมองเสื่อม
วิศวฯ จุฬาฯ นำองค์ความรู้สู่ “SMR” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตไทย เทคโนโลยีใหม่ ปลอดภัยกว่าเดิม
เจาะลึกนวดแผนไทย – ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย
จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง สู่นวัตกรรมแห่งความยั่งยืน ดุษฎีบัณฑิตจุฬาฯ พัฒนาเส้นใยผ้าทอจากเปลือกทุเรียนสำเร็จครั้งแรกในไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย
จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด
คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
ประเภทของคุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้ท่านสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ ท่านไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน โดยมีจุดประสงค์คือนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราอาจไม่สามารถวัดผลเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้ รายละเอียดคุกกี้