รู้จักจุฬาฯ
การบริหาร
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย
Green University
Sustainability
ติดต่อจุฬาฯ
บริจาคให้จุฬาฯ
หลักสูตร
การสมัครเข้าศึกษา
หน่วยงานการศึกษา
บริการนิสิต
บริการวิชาการ
บริการทางการแพทย์
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ
สารสนเทศและการสื่อสาร
พื้นที่สร้างสรรค์
ข่าวสารและความเคลื่อนไหว
วารสารจุฬาฯ
สาระความรู้
ข่าวสารจุฬาฯ
15 พฤษภาคม 2567
ข่าวเด่น
หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินหรือเคยอ่านผ่านตาวิกฤตการณ์เรื่อง “อนาคตของโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย” กันมาบ้าง อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า ในปี 2030 ประชากร 1 ใน 6 ของโลกจะเป็นประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ในจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกสองเท่าในปี 2050 ซึ่งวิกฤตการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยเช่นกัน จากบทความพิเศษของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2083 ประชากรในประเทศไทยจะลดลงจาก 66 ล้านคน เหลือเพียง 33 ล้านคน หรือ 50% ของประชากรในปัจจุบันเท่านั้น ในจำนวนนี้จะพบว่า ประชากรผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มมากขึ้นจาก 8 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 18 ล้านคน จากสัดส่วนข้างต้นจะเห็นว่า ในปี ค.ศ. 2083 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนประชากรในประเทศ
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์เรื่องสังคมสูงวัยนั้น เกิดจากการที่ปัจจุบันอัตราการเกิดลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของค่านิยมของการมีลูกที่เปลี่ยนไปหรือเรื่องของความกังวลในด้านค่าใช้จ่ายที่จะสูงขึ้นเมื่อมีบุตร เมื่อทำการเทียบกับในอดีตช่วงปี 2545 ถึงปี 2550 ที่มีเด็กเกิดมามากถึง 4,796,940 คน แต่ใน 5 ปีที่ผ่านมา กลับมีเพียง 2,770,184 คนเท่านั้น ซึ่งลดลงไปเกือบ 50%
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ว่า สาเหตุของการที่คนไม่อยากมีลูกส่วนใหญ่นั้นมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่ไม่เอื้อต่อการมีลูก มีแค่ร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีข้อมูลว่าไม่อยากมีลูกเพราะมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นหากยังไม่มีมาตรการจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจมีบุตร บนพื้นฐานของสิทธิส่วนบุคคล ก็จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนการเกิดได้
แต่ในวิกฤตการณ์นี้อาจจะยังมีความหวัง เมื่อในปี 2566 ที่ผ่านมา ได้มีจำนวนสตรีเข้ารับบริการฝากครรภ์มากเกินกว่าเป้าหมายที่ทาง สปสช. ได้ตั้งเอาไว้ เป็นจำนวน 493,918 คน จากเป้าหมาย 319,317 คน หรือคิดเป็น 154.68% ของเป้าหมายเดิม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นข้างต้น ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการผลักดันให้การส่งเสริมการมีบุตรเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งผลักดันให้การส่งเสริมการมีบุตรเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยสาระสำคัญที่พิจารณาคือ มาตรการส่งเสริมการมีบุตร ทั้งเรื่องความสมดุลการทำงานกับการดูแลครอบครัว การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและภาระในการเลี้ยงดูบุตร การช่วยเหลือคนที่มีบุตรยาก และการแก้ไขฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ในกลุ่มที่ใช้ชีวิตคู่ไม่อยากจดทะเบียนสมรส กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มหนุ่มโสด สาวโสดที่อยากมีลูก แต่ไม่อยากมีครอบครัว ให้มีโอกาสมีลูกได้ โดยบูรณาการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีแนวทางส่งเสริมการจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 2 ปี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูเด็กอ่อนก่อนวัยเรียนในเวลากลางวัน สำหรับครอบครัวที่พ่อแม่ออกไปทำงาน (หลายบริษัทที่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย คนทำงานมีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพมากว่าไม่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เนื่องจากพ่อแม่ทำงานได้เต็มที่ไม่ต้องพะวงกังวลใจเรื่องดูแลลูกในช่วงเวลาทำงาน) หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาภาระมีบุตรยากให้เข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะสตรีที่อายุยังน้อย เพื่อลดภาวะการมีบุตรยากในคู่สมรสที่อายุสูงขึ้น โดย พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล อธิบดีกรมอนามัย ต้องการให้กรมอนามัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในเรื่องของการมีคลินิกส่งเสริมการมีบุตรจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการรักษาภาวะมีบุตรยากได้เร็วขึ้นในอายุที่น้อยลง และเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีบุตร
พญ.อัจฉรา ยังได้เสนอแนะเพิ่มเติมในเรื่องการมี child care ในทุกบริษัท หน่วยราชการ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจช่วยลดประเด็นบทบาทที่ขัดกันระหว่างการทำงานกับการเลี้ยงดูบุตรได้ โดยการมี child care ดังกล่าวเป็นถือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้ถือเป็นการสิ้นเปลือง
อย่างไรก็ตาม อีกสาเหตุหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะยังไม่ได้คำนึงถึง อาจเกิดจากพลังของ “ปีมังกร” ในปี 2567 นี้
จากความเชื่อของชาวจีนที่ได้มีเขียนไว้ในตำรานักษัตรโบราณได้ระบุไว้ว่า เด็กเกิดปีมังกร จะมีลักษณะสง่าผ่าเผย มีความเป็นผู้นำสูง มีความมุมานะ อดทนต่อความยากลำบาก นอกจากนี้ เด็กที่เกิดปีมังกรจะมีเรื่องของโชคลาภทั้งการเงิน การงาน และความรัก ซึ่งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมานี้ก็ได้ถือเป็นวันที่เริ่มต้นเข้าสู่ปีมังกรอย่างเป็นทางการ จากสถิติจำนวนการเกิดโดยจำแนกตามปีที่เกิด ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2493 – 2566 จะพบว่าในปี พ.ศ.2507 ที่มีจำนวนคนเกิดเยอะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ประเทศไทย เป็นจำนวน 1,212,162 คน ก็เป็นปีมังกรเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อดูที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving average) ของอัตราการเกิดย้อนหลังในระยะ 2 ปี ยังพบว่าเมื่อถึงปีมังกรหรือหลังจากปีมังกรจะมีแนวโน้มที่จำนวนเด็กเกิดใหม่จะสูงขึ้นในทุกครั้ง
เด็กเกิดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วงปีมังกร เพียงพอหรือไม่ที่จะกอบกู้วิกฤติการตายมากกว่าเกิดของไทย คงต้องรอข้อมูลการเกิดและการตายในช่วง กุมภาพันธ์ ถึง ตุุุลาคม พ.ศ.2567 ว่าสถานการณ์เกิดมากกว่าตายของประเทศไทยที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 จะมีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่จากแผนการดำเนินงานตามวาระแห่งชาติ จากความร่วมมือของกระทรวงต่างๆ รวมทั้งสมาคม เอกชน และจากปีมังกร ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น
ที่มา
https://www.hfocus.org/content/2023/10/28800
https://www.thansettakij.com/columnist/585614
จุฬาฯ ร่วมพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ
พิธีตักบาตร “บุญสุนทาน” เดือนกุมภาพันธ์ ณ เรือนไทยจุฬาฯ สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของพุทธศาสนิกชน
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ปลูกต้นแก้ว เชื่อมสัมพันธ์ไทย-เอเชียกลาง
จุฬาฯ ลงนามความร่วมมือกับ Tsinghua University เสริมพลังเครือข่ายการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบข้อมูลวิชาการ
จุฬาฯ ร่วมกับ WEF แถลง The Global Risks Report 2026 ชี้ความเสี่ยงประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ โลกกังวลความขัดแย้งและสภาพอากาศ
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรบริการวิชาการ เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และทักษะแห่งอนาคต
จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม
รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้ รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน รายละเอียดคุกกี้
คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง รายละเอียดคุกกี้
ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก รายละเอียดคุกกี้