รู้ลึกกับจุฬาฯ

อาการรังเกียจโควิด-19 แก้ไขอย่างไร

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีมาตรการปิดสถานที่สาธารณะ รวมถึงมาตรการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศห้ามประชาชนออกจากเคหสถานในเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม ถึงตี 4 แต่ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในประเทศไทยก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง

นอกเหนือจากข่าวตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นยังปรากฏข่าวทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศที่สะท้อนถึงอาการรังเกียจผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ หรือแม้แต่คนที่ต้องกักตัวจากการกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งถูกเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และชุมชนรอบข้างรังเกียจ ยังไม่รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกตั้งแง่เรื่องความปลอดภัย และล่าสุด มีข่าววัดแห่งหนึ่งไม่รับเผาศพผู้ป่วยโควิดแล้ว

อ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ปรากฏการณ์รังเกียจผู้ป่วยโควิด หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบไปด้วย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และไม่น่าแปลกใจในสถานการณ์ขณะนี้ เพราะปรากฏการณ์ปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เนื่องจากโรคมีต้นตอมาจากที่ประเทศจีน และเริ่มระบาดลามในทวีปเอเชียก่อน ก็จะมีเหตุการณ์เชื่อมโยงกับการเหยียดผิว เหยียดคนจีน คนเอเชีย ดังนั้นการเหยียดคนติดเชื้อก็มีความใกล้เคียงกับการเหยียดผิวลักษณะหนึ่ง ซึ่งผสมรวมกันกับความกลัวและความรังเกียจเข้าด้วยกัน”

อาจารย์หยกฟ้าวิเคราะห์ว่า สถานการณ์โรคระบาดที่มีความไม่แน่นอน และเป็นโรคใหม่ที่ไม่เคยมีคนรู้จักมาก่อนยิ่งส่งผลให้คนมีความกลัวครอบงำ เมื่อกลัวแล้วจะยิ่งเกิดอาการวิตกกังวล ระแวดระวังภัยสำหรับตัวเองมาก

“กลไกทางจิตวิทยาของมนุษย์ เพราะว่าเราเป็นสัตว์สังคมเราเลยต้องระแวดระวังภัยให้แก่คนในกลุ่มเดียวกัน ข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงลบหรือเป็นข้อมูลสุดโต่งแง่ลบจะถูกนำมาเชื่อไว้ก่อน เพราะเราจะคิดถึงกรณีเลวร้ายที่สุดเพื่อเอาไว้ระวังตัว”

ขณะเดียวกัน เมื่อมีความกลัวครอบงำ ก็ยิ่งเกิดการลดคุณค่าหรือรังเกียจผู้อื่น ถึงแม้จะไม่ได้มีอาการป่วยหรือเป็นผู้ติดเชื้อก็ตาม แต่ก็ถูกรังเกียจไปด้วย ซึ่งรวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกรังเกียจ ทั้งๆ ที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นผู้เสียสละ

“ลองมองย้อนไปช่วงที่เอดส์ระบาดรุนแรงก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันแต่ว่าในสถานการณ์นั้นๆ อาจจะพูดได้ว่ามีความรังเกียจผู้ป่วยมากกว่าความกลัว เพราะว่าไม่ได้ติดต่อกันง่ายเหมือนโควิด แต่ว่ารังเกียจเพราะผู้ป่วยโรคเอดส์มีลักษณะทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เลยเกิดความรังเกียจ ขณะที่โควิดจะมีความกลัวมากกว่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด แต่โดยรวมก็คือทั้งกลัวและรังเกียจผสมกันไป”

อาจารย์หยกฟ้าชี้แจงว่า ความวิตกกังวลหรือความกลัวที่เกิดขึ้นขณะนี้ในหมู่ประชาชนเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และจะไปสั่งให้ประชาชนอย่าตระหนก หรืออย่าวิตกกังวล เป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่สามารถลดความวิตกกังวลของประชาชนได้โดยการให้ข้อมูลที่แท้จริงโดยไม่ปกปิดข้อมูล

“ห้ามคนไม่ให้กลัวเป็นเรื่องยากนะ เหมือนคนจะร้องไห้ เราไปบอกเขาว่าห้ามร้อง หยุดร้อง ทำไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการให้ข้อมูลตรงไปตรงมา และใช้ภาษาที่ไม่ตีตรา อย่างคำว่าเอาไม่อยู่ รับมือไม่ไหว ยิ่งทำให้คนกลัว เกิดความตระหนก”

อาจารย์หยกฟ้าชี้ว่า ภาครัฐเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลอยู่ในมือ ก็ควรจะนำข้อมูลที่มีอยู่ใช้ให้เป็นประโยชน์และสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และควรใช้คำพูดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่แสดงอาการเหยียดหยามผู้อื่น หรือใช้คำแนวกลางๆ

ในทำนองเดียวกัน มาตรการของภาครัฐที่ต้องดำเนินการให้รัดกุมมีประสิทธิภาพ อย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่มีกลุ่มคนไทยกว่า 100 คนเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการกักตัวตามมาตรการของรัฐบาลโดยอ้างว่าไม่ได้รับทราบมาตรการการกักตัวนี้มาก่อน ก็ยิ่งสะท้อนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ และทำให้ประชาชนที่อ่านข่าวเกิดความวิตกกังวล กลัวมากขึ้นไปอีก

สำหรับสื่อมวลชนเองก็ควรรายงานข่าวที่ไม่กระตุ้นเร้าอารมณ์ และไม่รายงานข่าวหรือข้อมูลเท็จ โดยเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสม ไม่ขายข่าว และไม่สร้างกระแสล่าแม่มดให้เกิดการเอาผิดหรือลงโทษคนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เช่น ไม่กักตัวเอง แต่ต้องให้เกิดการสร้างจิตสำนึกด้วยตัวเอง

“อยากฝากถึงกลุ่ม Influencer หรือบรรดาแอดมินเพจต่างๆ ด้วยว่าควรทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นให้ถูกต้อง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และควรแสดงความเห็นใจผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงคนที่หายป่วยแล้ว และไม่สร้างความกลัวให้กับประชาชน” อาจารย์หยกฟ้าทิ้งท้าย

จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้กลุ่มนี้มีความจำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น ความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการบันทึกความยินยอม จึงไม่สามารถปิดการใช้งานได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และสถิติ

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม และประสิทธิภาพของเนื้อหา เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลในลักษณะไม่ระบุตัวตน
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

    คุกกี้กลุ่มนี้ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน เช่น การคลิก การเลื่อนหน้า หรือเส้นทางการใช้งาน เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน โดยไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการตั้งค่าการใช้งาน

    ใช้จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งานเพื่อให้แสดงผลเว็บไซต์ตามภาษาที่เลือก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า