ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 กับงานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนในยุคดิจิทัล

ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยผลงานการวิจัยอันโดดเด่นจากการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มีความเชี่ยวชาญพิเศษในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะ และระบบเสริมในการเรียนออนไลน์ การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน (Virtual Learning Environment) การพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยสอนด้วยแชทบอท (Chatbot-Based Application) ร่วมกับอุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Devices) เพื่อเป็นตัวช่วยในการเรียนรู้ในบริบทต่างๆ สามารถสรุปผลงานความสำเร็จที่เป็นที่ประจักษ์ในวงการวิชาการได้แก่ ทุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 26 ทุน รางวัลนักวิจัยดีเด่นและงานวิจัยดีเด่น 3 รางวัล รางวัลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับนานาชาติ 14 รางวัล ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับชาติ 12 รางวัล และผลงานตีพิมพ์ในฐาน Scopus กว่า 30 ฉบับ มีการอ้างอิงกว่า 200 รายการ รวมถึงจำนวนการอ้างอิงจาก Google และ Web of science มากกว่า 1,000 รายการ

“EmpowerMe” ถือเป็นตัวอย่างงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมได้อย่างดี โดย EmpowerMe ที่ ศ.ดร.จินตวีร์พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของผู้เรียนในบริบทพลเมืองดิจิทัล แอปพลิเคชันนี้เป็นเสมือนโค้ช (Chatbot coach) ที่แนะนำเรื่องการเรียนรู้และการฝึกฝนทักษะในอนาคต เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมกับอาชีพในฝัน ช่วยให้ผู้เรียนยุคดิจิทัลสามารถเลือกงานที่เหมาะสม แชทบอทนี้สามารถตอบโต้ผู้เรียนได้ตลอด 24 ชม. รูปแบบการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะจะทำผ่านรูปแบบเกมที่ผู้เรียนต้องพิชิต 4 ด่านภารกิจ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chula.ac.th/highlight/82286/

นอกจากนี้ ศ.ดร.จินตวีร์ ยังได้มีการดำเนินการโครงการวิจัยที่เป็นการต่อยอดจากนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติและระดับชาติ เน้นการดำเนินการในรูปแบบของการเสริมพลังและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถก้าวไปสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง
หลักในการทำงานวิจัยของ ศ.ดร.จินตวีร์มี 4 มิติ ได้แก่
มิติที่ 1 Acadamic contribution งานวิจัยนวัตกรรมจะต้องเน้นให้ผู็เรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ ทั้งในเรื่องทักษะสมรรถนะทางวิชาชีพ soft skill ทักษะการคิดต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับ User Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และ User Interface Design ให้เหมาะสมกับบริบทและตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด การบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด
มิติที่ 2 Co-creation การทำงานร่วมกับศาสตร์สาขาวิชาอื่นๆ เช่น การทำงานร่วมกับอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ในการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพของนักศึกษาแพทย์และการดูดิจิทัล โดยการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ไมโครคอนโทรลเลอร์และหุ่นจำลองในการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาแพทย์
มิติที่ 3 International collaboration การสร้างเครือข่ายในระดับสากล โดยร่วมมือกับอาจารย์นักวิจัยในต่างประเทศ เพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและการจัดการเรียนรู้ เพื่อเตรียมพร้อมให้คนไทยสามารถที่จะเป็นพลเมืองโลกหรือ Global citizen ได้อย่างเหมาะสม
มิติที่ 4 Scalability การร่วมมือเป็นเครือข่ายการทำวิจัยและนวัตกรรมกับภาคเอกชน ทั้งนี้เพื่อยกระดับงานวิจัยให้เกิดการใช้ในวงกว้างในระดับ Enterprise และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือวิจัยและวัตกรรม
ศ.ดร.จินตวีร์ มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งพัฒนาผลงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่และมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีการศึกษาและสื่อสารการศึกษาในวงกว้าง ตลอดจนการต่อยอดเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาให้สามารถนำผลวิจัยไปใช้งานได้จริง
ศ.ดร.จินตวีร์ ฝากคำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า “การเป็นนักวิจัยที่ดีนั้น เราจะต้องมองภาพงานวิจัยในระยะยาว มองให้เห็นภาพใหญ่ว่าความเชี่ยวชาญของเราจะสามารถส่งเสริม สนับสนุน และช่วยขับเคลื่อน พัฒนาสังคมและประเทศชาติได้อย่างไร โดยยึดหลักในการทำงาน 3 Ps ได้แก่ Purpose: ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากการที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนPassion: ระหว่างทางสู่เป้าหมาย ต้องมีความสุข สิ่งที่ทำเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และ Pertinacious: ความมุ่งมั่น เพียรพยายามเพื่อไปให้ถึงความสำเร็จที่ตั้งไว้”
















