บทเรียนจากสึนามิที่อินโดนีเซีย

เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งบริเวณช่องแคบซุนตา เกาะสุมาตรา ตอนใต้ของประเทศอินโดนีเซียในวันที่23 ธันวาคมที่ผ่านมา สร้างผลกระทบกว้างขวางทั้งต่อชาวอินโดนีเซียและประชาชนในภูมิภาคอาเซียนที่อาศัยอยู่ในแถบมหาสมุทรเดียวกัน

ตัวเลขรายงานของทางการอินโดนีเซีย ระบุว่า ผู้อพยพที่ได้รับผลกระทบต้องย้ายถิ่นฐานมีมากกว่า 40,000 คน บาดเจ็บราว 7,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 400 คน มีรายงานว่าประชาชนไม่ได้รับการเตือนภัยล่วงหน้า นำไปสู่คำถามเดิมๆ ว่า การป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างสึนามินั้นสามารถจะทำได้จริงและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ตามปกติ สึนามิเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหว หรือการขยับของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นเลื่อนตัว สำหรับอินโดนีเซียซึ่งมักจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อย เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ หรือ Ring of Fire ที่มีรอยเลื่อนขนาดใหญ่ชนกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

แต่สาเหตุของการเกิดสึนามิในอินโดนีเซียครั้งนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ภูเขาไฟลูกนี้เป็นภูเขาไฟอายุน้อยเพิ่งเกิดใหม่เมื่อปี 2470 หลังจากการระเบิดของภูเขาไฟลูกก่อนหน้าที่ชื่อว่า กรากะตัว คำว่าอะนัก กรากาตัว มีความหมาย ว่าบุตรแห่งกรากาตัว

ปัจจุบันภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ยังคงปะทุอยู่ต่อเนื่อง สาเหตุของการเกิดสึนามิในครั้งนี้เกิดจากการถล่มของดิน โคลน เถ้าภูเขาไฟที่จมลงในน้ำ  ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์รุนแรงตามมา แต่ไม่ได้ขยายวงกว้างขวางจึงไม่กระทบต่อประเทศไทย

“เหมือนเวลาเราโยนหินลงไปในน้ำแล้วน้ำมีการกระเพื่อม เกิดคลื่น กรณีนี้ก็เหมือนกัน โดยดิน โคลนจากภูเขาไฟที่เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟตกลงไปใต้น้ำ เกิดการกระเพื่อมของน้ำ อย่างรุนแรงเกิดเป็นสึนามิ วิ่งเข้าหาชายฝั่งที่เรียกว่า Local Tsunami (สึนามิระดับท้องถิ่น)”

อย่างไรก็ดีภูเขาไฟที่ปะทุนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาก๊าซเรือนกระจก หรือปัญหาโลกร้อน โดยอาจารย์จักรพันธ์อธิบายว่า ปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก หรือการขยับตัวของสสารภายใต้พื้นผิวโลก

“ไม่เกี่ยวข้องกันเพราะความร้อนภายในผิวโลกสูงมากและไม่ได้อยู่ต่อเนื่องกับความร้อนภายนอกโลก ความร้อนภายในโลก ยังขึ้นไปนอกพื้นผิวยาก ความร้อนภายนอกก็ลงไปใต้ผิวโลกยากเช่นกันเพราะไม่มีตัวต่อเนื่อง”

อาจารย์จักรพันธ์กล่าวอีกว่า แม้ว่ากรณีของสึนามิในอินโดนีเซียคราวนี้ไม่กระทบต่อไทย ก็ไม่ควรประมาท เพราะอินโดนีเซียแม้ว่าจะมีระบบแจ้งเตือนแต่ขาดการบำรุงรักษาต่อเนื่องทำให้เมื่อเวลาเกิดเหตุ ไม่สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือน แก่ประชาชนจนเกิดเหตุเศร้าสลด ขณะเดียวกันไทยก็มีบทเรียน เมื่อปี 2547 ในเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ของไทย

“บทเรียนของไทยเรามีการวางระบบมอนิเตอร์ ตรวจสอบ ติดตามหลังจากเกิดเหตุเมื่อปี 47 ไว้ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยสนใจและไม่เคยตระหนักว่าไทยจะมีสึนามิเกิดขึ้นจนกระทั่งปี 2547แต่พอมีขึ้นมาก็เริ่มมีการศึกษาและเริ่มตระหนักมากขึ้น”

กระนั้นหลังจากเหตุการณ์เมื่อ 14 ปีก่อนสิ้นสุด และมีหน่วยงานรัฐ เอกชนหลายแห่งเริ่มมีการถอดบทเรียน และจัดทำเป็นหลักสูตรต่างๆ เผื่อรับมือภัยพิบัติสึนามิ มีการจัดทำเครื่องมือเตือนภัยอย่างเพียบพร้อม ก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ตามจำนวนปีที่พ้นผ่าน

“พอ 10 ปีผ่านมาเราก็เริ่มห่าง เริ่มถอยเพราะเราเริ่มไม่สนใจอีกแล้ว สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น สัญลักษณ์อพยพเวลาน้ำมา ก็เริ่มเลือนหาย ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ในช่วงอายุคน บางทีก็ไม่ได้มีการบันทึกไว้ ไม่มีคนรู้ของเราเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก เอาเข้าจริงเราก็ควรเตรียมตัวไว้บ้างก็ดี อย่างน้อยก็ควรมีความตระหนักในระดับหนึ่ง เผื่อรับมือ”

อาจารย์จักรพันธ์กล่าวอีกว่า เราควรสร้างความตระหนักให้คนไทย โดยที่ไม่ตระหนก ไม่ควรประมาทกับภัยพิบัติที่ยังไม่เคยเกิดเพราะไม่คิดว่าจะเกิดในประเทศไทย

ขณะนี้ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มมีการใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์มาตรวจสอบผลสถิติเพื่อหาการเกิดขึ้นของแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม อาจารย์จักรพันธ์ชี้ว่ายังไม่มีวิธีใดที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ ดังนั้นควรเตรียมการเตือนภัยและรับมืออย่างเตรียมพร้อมจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เพิ่มเติม

จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

X